“ค่าเงินตลาดเกิดใหม่” แนวโน้มแข็งค่า จังหวะทองการลงทุน “หุ้นไทย” เด่นสุดในกลุ่ม “TIP” เหตุราคาถูก-EYG สูงสุด

ในช่วงที่ผ่านมา สกุลเงินประเทศตลาดเกิดใหม่มากมายแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้สกุลเงินเหล่านี้แข็งค่าขึ้นมาจากการที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด จะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนนี้ ซึ่งแนวโน้มนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นนั้นมีส่วนช่วยให้นักลงทุนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจมากขึ้น และเริ่มหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น หุ้นบริษัทเล็กๆ หรือ สินทรัพย์ในประเทศตลาดเกิดใหม่ อย่างประเทศไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย


โดยรายงานจากบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี เผยให้เห็นว่าตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ 1,847 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 587 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 143 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ


หากดูข้อมูลผลตอบแทนตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ตั้งแต่ต้นปี พบว่า หุ้นไทย -4.4%, หุ้นอินโด +5.8% และ หุ้นฟิลิปปินส์ +7.3%


และแม้เงินลงทุนในตลาดหุ้นของไทยในช่วงเวลาเดียวกันจะยังคงติดลบที่ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่การส่งออกของไทยยังมีการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 28 เดือนที่ 15.2% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ตามรายงานของกระทรวงพานิชย์ สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของความต้องการซื้อจากต่างชาติ


ซึ่งนี่ส่งผลให้สกุลเงินในประเทศเหล่านี้แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยกตัวอย่างเช่น เงินบาทของไทยที่แข็งตัวที่สุดในรอบ 13 เดือนที่ 33.88 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยหากนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมมาจนถึงปัจจุบัน เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.87% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และเมื่อดูเทียบกับสกุลเงินในประเทศเพื่อนบ้าน เงินริงกิตของมาเลเซียก็ถือว่าแข็งค่าขึ้นเร็วเป็นอันดับต้นๆ โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม เงินริงกิตแข็งค่าขึ้น 4.63% ตามด้วยเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียที่ 4.58% และเงินเปโซของฟิลิปปินส์ ที่ 2.91%


แม้การแข็งค่าของสกุลเงินประเทศตลาดเกิดใหม่ในช่วงนี้ จะเป็นผลจากการอ่อนตัวของดอลลาร์สหรัฐฯ ตามคาดการณ์ของตลาดเป็นหลัก ในระยะข้างหน้า ประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ยังคงมีปัจจัยที่อาจทำให้ค่าเงินแข็งต่อไปได้อีกสักพัก เช่น


(1) เฟดยังคงมีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ยต่อไปในปีหน้าและการลดดอกเบี้ยของเฟดนั้นน่าจะเร็วและแรงกว่าในประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยผลสำรวจจาก Reuters คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลงถึง 4 รอบในปีหน้าและจะลดลง 0.25% ในแต่ละรอบ ซึ่งนี่จะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่


(2) นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายทั่วโลกมีโอกาสช่วยให้การส่งออกและความต้องการซื้อภายในประเทศตลาดเกิดใหม่ฟื้นตัวขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศเหล่านี้ดีขึ้นและดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้น


(3) ตลาดอาเซียนเป็นหนึ่งในแหล่งลงทุนใหม่ที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน และยิ่งถ้าความขัดแย้งในประเทศใหญ่อื่นๆ มีความตึงเครียดมากขึ้น (อย่างที่มีความเป็นไปได้ในสหรัฐฯ และจีน หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้) นักลงทุนและบริษัทมากมายก็อาจหนีจากประเทศที่มีความขัดแย้ง มาลงทุนในภูมิภาคนี้กันมากขึ้น


ทั้งนี้ประเทศไทยก็น่าจะเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่ได้รับอานิสงส์จากเงินทุนต่างชาติค่อนข้างมาก สาเหตุหลักเป็นเพราะ ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน และสามารถเชื่อมต่อกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ ไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุดในอาเซียนด้วย และยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ valuation ตลาดหุ้นไทยนั้นถือว่าค่อนข้างถูก


รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้กล่าวไว้ว่า Market Earning Yield Gap (MEYG) ของตลาดหุ้นไทยกว้างมากสุดในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, Philippines) คือ ตลาดหุ้นไทยมี MEYG 4.0% เทียบกับตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ที่มี MEYG 2.1% และตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่มี MEYG 0.7%


อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุการณ์อื่นๆ ที่กระทบต่อความแรงในการลดดอกเบี้ยของเฟด ความเคลื่อนไหวของสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ก็อาจเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นการจับตามองความเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่แนวโน้มดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นในโลก โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ก็ทำให้หุ้นในภูมิภาคนี้มีเสน่ห์และน่าสนใจมากขึ้น รวมถึงหุ้นกลุ่ม “TIP” ด้วยเช่นกัน

Sources:
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 23 hours ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 19 hours ago
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
Updated 1 day ago
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
Updated 1 day ago
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
Updated 1 day ago
Follow Us