Official Update :

เจาะพื้นฐาน 4 หุ้นโรงไฟฟ้า กับโอกาสเติบโต และความน่าสนใจในการลงทุน

กลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้ากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นด้วยปัจจัยบวกที่หนุนหลายด้าน ทั้งดอกเบี้ยที่กำลังเข้าสู่ขาลง ทำให้ต้นทุนการเงินปรับลดลง การแข็งค่าของเงินบาทช่วยบรรเทาภาระหนี้ต่างประเทศ และราคาน้ำมันที่อ่อนตัว ช่วยลดต้นทุนพลังงาน ส่งผลให้หุ้นโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา


โดยนักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์ต่างเห็นตรงกันว่า หุ้นโรงไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่น่าสะสมตั้งแต่ต้นปี ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีโครงการที่น่าสนใจในอนาคตอีกมากมาย


วันนี้ Wealthy Thai จะพาไปอัปเดต 4 หุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง GULF, GPSC, EGCO และ BGRIM ว่ายังมีโอกาสเติบโตในระยะถัดไปแค่ไหน และน่าสนใจลงทุนหรือไม่


เริ่มจาก GULF บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า GULF มีแนวโน้มรายงานกำไรโตต่อเนื่องในไตรมาส 3/67 และไตรมาส 4/67 โดยได้รับผลดีจากการผลิตใหม่ และโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้จากราคาก๊าซที่สูงขึ้น


สำหรับแนวโน้มการเติบโตของ GULF ยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในระยะสั้นจากการควบรวมกิจการกับ INTUCH และการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าใหม่ และในระยะยาวจากโครงการพลังงานทดแทน รวมถึงการเตรียมเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียน


ทางฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายที่ 68 บาท โดยมองว่าการควบรวมกิจการระหว่าง GULF และ INTUCH จะส่งผลเชิงบวกทั้งในด้านกระแสเงินสดและความแข็งแกร่งของธุรกิจในอนาคต


ถัดมา GPSC บล.บัวหลวง ระบุว่า คาดกำไรไตรมาส 3/67 จะเพิ่มขึ้นพีคสุดจากช่วงเดียวกันจากปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า SPP ที่ได้รับผลประโยชน์จากราคาก๊าซที่ลดลง นอกจากนี้ การจ่ายไฟฟ้าจากโครงการพลังงานน้ำของ XPCL จะช่วยเสริมกําไรสูงสุดในไตรมาสนี้


สำหรับไตรมาส 4/67 รับผลดีจากลานีญา ปริมาณน้ำที่มากขึ้นจากปรากฏการณ์ลานีญาจะช่วยให้โรงไฟฟ้า XPCL กลับมาผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น ส่งผลให้กําไรของ GPSC ในไตรมาส 4/67 เติบโตจากช่วงเดียวกันจากปีก่อน โดยมีส่วนแบ่งกําไรที่สูงขึ้นจาก XPCL และโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งที่ไต้หวัน (CFXD) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดําเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 4/67


ทั้งนี้ GPSC เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีโอกาสสูงในการประมูลพลังงานหมุนเวียนครั้งถัดไปของ กกพ.โดยการประมูลรอบแรกคาดว่าจะมีการเปิดให้ประมูลโครงการพลังงานลมและโซลาร์ฟาร์ม กำลังผลิต 2,180 เมกะวัตต์ ในปลายปี 2567 และต่อเนื่องในปี 2568 ซึ่งบริษัทมีโอกาสสูงที่จะชนะการประมูลในรอบนี้ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 51 บาท


ส่วน EGCO บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไรไตรมาส 3/67 พุ่งสูง แม้ราคาหุ้นจะฟื้นตัวแล้วบางส่วน แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่ามูลค่าทางบัญชี พร้อมคาดการณ์ว่ากำไรในไตรมาส 3/67 จะเพิ่มขึ้นจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าหลายแห่ง เช่น Paju ES และ KEGCO ที่มีผลการดำเนินงานดีเยี่ยม


ในไตรมาส 4/67 น่าจะมีแนวโน้มสดใสขึ้นหลังปมประเด็นโครงการ Yunlin เริ่มคลี่คลาย โดยขณะนี้การติดตั้งเสาและกังหันลมคืบหน้าไปมาก พร้อมผลิตไฟฟ้าได้บางส่วน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำไรให้บริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การเจรจาต่อสัญญา PPA ของโครงการ QPL คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 4/67 ซึ่งน่าจะหนุนผลประกอบการระยะยาว


ในสถานการณ์ดอกเบี้ยขาลง EGCO กลับมาเป็นหุ้นคุณค่าที่น่าจับตา ด้วยคาดการณ์อัตราปันผลต่อหุ้น (DPS) ปี 67 อยู่ที่ 6.50 บาท คิดเป็นผลตอบแทน 6% การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า มีแนวโน้มช่วยลดภาระหนี้สินที่เป็นสกุลดอลลาร์ของบริษัท ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 60% ของหนี้ทั้งหมด ถือเป็นอีกปัจจัยบวกที่อาจดึงดูดความสนใจของนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนระยะยาว ให้คำแนะนำ "Outperform" ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มเป็น 138 บาท จากเดิม 114 บาท


สุดท้าย BGRIM บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติไตรมาส 3/67 ที่ระดับ 400-500 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า หลังคาดต้นทุนก๊าซธรรมชาติปรับตัวขึ้นมาที่ระดับ 320 บาทต่อ MMBtu หลังบริษัทไม่มีการรับเงินค่าก๊าซธรรมชาติที่ชำระไว้เกินคืนจาก PTT เหมือนในไตรมาส 2/67


ขณะที่เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66 คาดกำไรปกติลดลงจากฐานที่สูง หลังถูกกดดันจากค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวลดลงเร็วกว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติ รวมถึงค่าใช้จ่าย SG&A และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นจากการ COD โครงการใหม่


พร้อมคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2567 ที่ 25 บาท โดยมองว่าการฟื้นตัวของราคาหุ้นในระยะสั้นถึงกลางจะยังคงถูกจำกัดจากแนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2567 ที่ยังไม่เด่น จึงคงคำแนะนำ “เก็งกำไร”