ส่องปัจจัยพื้นฐาน 5 หุ้นโรงกลั่น รับโค้งสุดท้ายดีมานด์น้ำมันพุ่ง
หุ้นกลุ่มโรงกลั่นกำลังได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยบวกหลายประการ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ตามความต้องการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงฤดูหนาวและน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นจากเดินทางที่คึกคัก ประกอบกับจีนประกาศลดโควต้าส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปต่ำกว่าคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนค่าการกลั่นในช่วงนี้ด้วย
โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ไตรมาส 4/67 อุปสงค์น้ำมันกลั่นโดยรวมมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น หนุนจากความต้องการในฤดูหนาวและความต้องการน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นตามการเดินทางทางอากาศในช่วงปลายปี ขณะเดียวกันในฝั่งของอุปทาน การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงจะจำกัดปริมาณน้ำมันกลั่นในไตรมาส 4/67 ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่จีนประกาศโควต้าส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปต่ำกว่าที่คาดการณ์จาก 15 ล้านตัน ลดลงเหลือเพียง 8 ล้านตัน ซึ่งต้องรอติดตามค่าการกลั่นจะดีดตัวในสัปดาห์นี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจะส่งผลบวกต่อ SPRC และ TOP มากที่สุด
จากปัจจัยบวกดังกล่าวข้างต้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตของ 5 หุ้นโรงกลั่นในมุมมองของนักวิเคราะห์มานำเสนอ
เริ่มจาก PTTEP บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า PTTEP ไตรมาส 2/67 มีกำไรสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าคาด ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และ 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมเป็น 507,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งมาจากแหล่ง G1/61 ที่มีการผลิตเต็มไตรมาส และการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในแหล่ง Yadana เมียนมา แม้คาดว่ากำไรจะลดลงในไตรมาส 3/67 จากการบำรุงรักษาแหล่งผลิตภายในประเทศ แต่ทิศทางราคาน้ำมันที่ยังสูงต่อเนื่องจะช่วยหนุนผลการดำเนินงาน ยังคงแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 180 บาท
ถัดมา TOP บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากอุปทานที่เพิ่มขึ้นของกลุ่ม OPEC+ และประเทศนอก OPEC แต่ความต้องการพลังงานที่ฟื้นตัวอาจช่วยลดผลกระทบได้ โดยบริษัทจะเน้นการลงทุนในโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ซึ่งมีความคืบหน้า 96.8% และคาดว่าจะเริ่มดำเนินงานหน่วยกลั่นใหม่ในปี 2568 นอกจากนี้ยังเตรียมขยายการลงทุนในธุรกิจมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อและเคมีภัณฑ์เฉพาะทาง เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดที่มีแนวโน้มเติบโต คงแนะนำ "ซื้อ" พร้อมราคาเป้าหมาย 68 บาท
ส่วน BCP บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า บริษัทวางเป้าหมาย EBITDA 1 แสนล้านบาทภายในปี 2573 โดยโครงการผลิตเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) มีความคืบหน้า 61% และเตรียมเริ่มผลิตในไตรมาส 2/68 ด้วยกำลังการผลิต 7,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมทั้งขยายสถานีบริการน้ำมันเป็น 2,400 แห่ง จากปัจจุบัน 2,214 แห่ง ภายในปี 2573 ร่วมมือกับ BSRC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน นอกจากนี้ บริษัทตั้งงบลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2568-2573 โดยประมาณ 45% จะใช้ในการลงทุนเพื่อการเติบโตในธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติและไฟฟ้า โดยปี 2568 ตั้งงบลงทุน 5 หมื่นล้านบาท แนะนำ “ซื้อ” พร้อมราคาเป้าหมาย 46.50 บาท
ทางด้าน SPRC บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด ระบุว่า บริษัทมีแผนขยายธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบินเจ็ท โรงกลั่นของ SPRC มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 175,000 บาร์เรลต่อวัน และในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่า EBITDA จะขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 20-26% ด้วยส่วนต่างกำไรจากการกลั่นที่ดีขึ้น แนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมาย 7.26 บาท
สุดท้าย BSRC บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จะดีขึ้น แม้ว่าจะมีแผนปิดโรงงานเพื่อซ่อมบำรุงในเดือนกันยายน ทั้งนี้บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยลดลงจากการรีไฟแนนซในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คาดว่า BSRC จะกลับมามีกำไรในไตรมาส 3-4 เนื่องจากการผลิตที่ยังคงแข็งแกร่ง พร้อมคาดว่าเงินปันผลที่บริษัทจะจ่ายในปีนี้จะให้ผลตอบแทนประมาณ 4.1% คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 9.00 บาท

