Official Update :

GULF พุ่ง 11% ใน 3 วัน จับตาระยะยาวโตแกร่ง รับประโยชน์ NewCo - ดีล GOOGLE ลุ้นหลังปรับโครงสร้างมาร์เก็ตแคปเบียดขึ้นอันดับ 2

ราคาหุ้นของ GULF หรือ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ยังปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดราคาอยู่ที่ (11 ต.ค. 67) ที่ 65.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.75 บาท หรือ +4.38% จากวันก่อนหน้า โดยเป็นการปรับตัวขึ้น 3 วันติดต่อกันถึง 11.97% หากนับจากราคาปิดวันที่ 8 ต.ค. 67 ที่ราคา 58.50 บาท


แม้ทิศทางผลประกอบการไตรมาส 3/67 อาจไม่ได้โดดเด่นนัก แต่แนวโน้มการเติบโตในระยะยาวยังแข็งแกร่ง จากการปรับโครงสร้างเป็น NewCo หนุนให้หุ้นปรับขึ้น market cap อันดับ 2 ของไทย และการจับมือกับ GOOGLE ที่จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ในธุรกิจดิจิทัล


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า คาดกำไรปกติในไตรมาส 3/67 อ่อนตัวจากไตรมาส 2/67 กดดันจากปริมาณขายไฟฟ้าที่ลดลงตามฤดูกาล และอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง แต่คาดกำไรจะฟื้นตัวขึ้นขึ้นทำ NEW HIGH ในไตรมาส 4/67


อีกทั้งภาพในระยะยาวจากการเป็น NewCo ยังสดใส หลังจับมือกับ GOOGLE ที่ช่วยสร้างโอกาสใหม่ในธุรกิจดิจิทัล และประโยชน์จากการควบรวม โดยแผนธุรกิจของ NewCo มีเป้าหมายการลงทุนในทั้งธุรกิจพลังงานสีเขียว และธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการเกิดโอกาส synergy ใหม่ๆ จากการใช้ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียนให้แก่ระบบ Data Center และ cloud ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นธุรกิจที่สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้


ทั้งนี้ ระยะเริ่มต้น คาดสัดส่วนรายได้ของ NewCo จะมาจากธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ราว 80:20 ส่วนระยะถัดไปตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนที่ 50:50 จากโอกาสการเติบโตใน Cloud และ Data Center ที่คาดจะยังมีอีกมากในอนาคต ขณะที่ด้านธุรกิจไฟฟ้า ยังคาดหวังได้จากโครงการใหม่ๆที่มีโอกาสได้รับเข้ามาเพิ่มเติมจากการเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย เพื่อรองรับแผน PDP ฉบับใหม่ที่จะมุ่งเน้นไปยังสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่มากขึ้น


ในส่วนของแผนการดำเนินการควบรวมธุรกิจ GULF และ INTUCH ปัจจุบันยังคงมีความคืบหน้าตามแผน ซึ่งภายหลังจากที่ deal แล้วเสร็จในไตรมาส 2/68 ส่งผลให้ GULF และ INTUCH จะสิ้นสุดสภาพจากการเป็นนิติบุคคลและมีสถานะเป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ (NewCo) และจดทะเบียนอยู่ในหมวดอุตสาหกรรมกลุ่มพลังงาน (Energy)


การควบรวมดังกล่าว ไม่เพียงแต่จะช่วยในด้านการปรับโครงสร้างให้การบริหารจัดการภายในกลุ่มบริษัทฯ มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เป็นส่วนช่วยสร้างโอกาสการเติบโตจากการเกิด synergy ใหม่ๆในระยะยาวได้ดี การถือหุ้น ADVANC โดยอ้อมแบบเดิม


อีกทั้งในเชิงของการสร้างกำไร คาดจะช่วยให้ NewCo มีกำไรส่วนเพิ่มสุทธิราว 2 พันล้านบาทต่อปี โดยอิงจากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมจากการถือหุ้น ADVANC ที่คาดเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 6 พันล้านบาทต่อปี และหักด้วยภาระค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่จะเกิดขึ้นราว 4 พันล้านบาทต่อปี ประกอบกับในแง่ของสถานะทางการเงิน จะช่วยให้ NewCo มีอัตราส่วน NET IBD/E ลดลงมาอยู่ที่ราว 0.9 เท่า เทียบกับ GULF ในปัจจุบันที่อยู่ราว 1.7 เท่า เนื่องจาก INTUCH ไม่มีหนี้เงินกู้ยืม และยังได้ประโยชน์จากส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้น หนุนให้บริษัทฯ มีความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อเตรียมสำหรับการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ได้อีกมากในอนาคต


นอกจากนี้ภายหลังจากการควบรวมแล้วเสร็จ คาด NewCo จะมีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) ที่ราว 1 ล้านล้านบาท หนุนให้กลายเป็นหุ้นใหญ่สูงสุดอันดับ 2 ในตลาดหลักทรัพย์ฯ (รองจาก DELTA) ส่งผลให้ Newco เข้าสู่ SET50, SET100 ได้ทันที พร้อมคาดหวังโอกาสได้รับการเข้าร่วมดัชนีกองทุนในต่างประเทศ


อย่างไรก็ตาม บล.เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปกติปี 2567 เป็นต้นไป ให้สอดคล้องกับการปรับประมาณการของ ADVANC ในรอบก่อนหน้า และรวมโครงการใหม่ๆ ที่ได้รับ PPA เข้ามาในประมาณการ พร้อมปรับไปใช้ Future Value ปี 2568 ที่สะท้อนการควบรวมเป็น NEWCO แล้วอยู่ที่ 68 บาทต่อหุ้น


แม้ราคาปัจจุบันจะมี upside จำกัด แต่ยังคาด dividend yield จากปันผลพิเศษของ INTUCH กว่า 6 % และหวังส่วนเพิ่มจากธุรกิจ Cloud , Data Cener และการเกิด synergy ใหม่ๆ ที่ยังไม่ถูกรวมไว้ในประมาณการ