บาทอ่อน ส่งออกโตแรง 3 หุ้นอิเล็กฯ น่าสนใจแค่ไหน?
จากสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าอย่างมากในรอบ 1 ปี ซึ่งประเด็นนี้ย่อมเป็นผลบวกต่อหุ้นส่งออกเป็นอย่างมาก หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อกลุ่มสุดฮอตอย่างอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับปัจจัยบวกต่อประเด็นดังกล่าว และ 3 หุ้นที่นักลงทุนติดตามมาโดยตลอดอย่าง DELTA, HANA และ KCE จะยังน่าสนใจหรือไม่ ทีมข่าว Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว
ล่าสุดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือน พ.ค.64 โดยการส่งออกมีมูลค่า 23,057 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 41.59% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อหักสินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมัน ทองคำ และอาวุธยุทธปัจจัยแล้ว การส่งออก ขยายตัว 45.87% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการเติบโตที่ฟื้นตัวจากภาคเศรษฐกิจจริง
"การ ส่งออก ในเดือน พ.ค.ถือว่าเติบโตสูงสุดในรอบ 11 ปี จากเหตุผลสำคัญ 2 ข้อ คือ เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ไม่ว่าจะเป็นตลาดสำคัญทั้ง สหรัฐ จีน ยุโรป และญี่ปุ่น รวมถึงแผนการ ส่งออก ที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติจริง ที่กระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ในรูปแบบของ กรอ.พาณิชย์ จึงทำให้สามารถแก้ไขปัญหาของภาค ส่งออก ได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที" นายจุรินทร์ กล่าว
บาทยิ่งอ่อนยิ่งได้ประโยชน์
การอ่อนค่าของค่าเงินย่อมมีผลกับธุรกิจ ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยัง นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งบอกกับเราว่า ประเด็นบาทอ่อนถือเป็นเรื่องดีต่อบริษัท โดยการซื้อขายของบริษัทเกือบทั้งหมดเป็นสกุลเงินดอลลาร์ แม้จะมีผลบ้างแต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในเมืองไทย เช่น ค่าแรง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนส่ง เป็นต้น บริษัทก็จะจ่ายน้อยลง เป็นรับเงินมาเป็นดอลลาร์
ทั้งนี้มองว่าหากเงินบาทอ่อนค่าทุกๆ 1 บาทจะเป็นผลดีเสมอ ซึ่งจะทำให้กำไรของบริษัทปรับตัวสูงขึ้น เช่น หากได้กำไร 1 ดอลลาร์ เมื่อเงินบาทอ่อนค่ามาก เวลาที่บริษัทรายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ แต่กำไรในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์ยังเหมือนเดิม ดังนั้นหากปลายเดือนนี้บาทอ่อนค่าต่อเนื่องอยู่แบบนี้มองว่าทิศทางไตรมาส 2/64 มีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด บอกว่า ประเด็นการส่งออกที่รายงานออกมาดังกล่าว ถือว่าดีกว่าคาดที่จะขยายตัวราว 30% โดยแนวโน้มการส่งออกที่ดีขึ้น คาดเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออก ช่วยให้กลุ่มหุ้นดังกล่าวสามารถเก็งกำไร เช่น
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (KCE ,DELTA, HANA, SVI), ทุกๆ 1 บาท/ดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าจากสมมติฐานค่าเงินบาทปี 2564 ถือเป็น Upside ต่อประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มชิ้นส่วนฯ ในปี 2564 ราว 5.8% จากเดิม (HANA +6.2%, DELTA +5.7%, KCE +5.5% และ SVI +5.2%) อย่างไรก็ตามด้วย Valuation ที่แพงเกินมูลค่าพื้นฐานไปแล้ว จนมี PER กลุ่ม 64 เท่า จึงแนะนำเพียงเก็งกำไรในระยะสั้นเท่านั้น
ส่วนประเด็น ค่าเงินบาทอ่อนค่าสูงสุดในรอบ 1 ปี นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มิ.ย. 2564 เป็นต้นมา โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง จนแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปีที่ระดับ 31.84 บาท/ดอลลาร์ โดยหากนับตั้งแต่ต้นสัปดาห์อ่อนค่ากว่า 5.6% แลละถ้านับตั้งแต่ต้นปีอ่อนค่า 6.3% นับเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากสุดในเอเชีย
ฝ่ายวิจัยประเมินว่าค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะส่งผลบวกต่อการส่งออกของไทย เพราะช่วยให้ราคาสินค้าของไทยในหน่วยเงินดอลลาร์มีราคาลดลง สอดคล้องกับมุมมองของ กนง. หลังวานนี้ กนง. ปรับประมาณการการส่งออกของไทยปี 2564 เพิ่มจาก 10% เป็น 17.1% นับว่าสูงกว่า Consensus ที่คาดการส่งออกจะขยายตัวราว 7-10% เท่านั้น
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บอกว่า ตัวเลขส่งออกเดือนพ.ค.โตเด่นที่ 41.59% สูงสุดในรอบ 11 ปี และมากกว่า Consensus คาดที่ 33.5% ขณะที่ตัวเลขนำเข้าเดือนพ.ค. โต 63.54% มากกว่าคาดที่ 53.65% ส่งผลให้ 5 เดือนแรกตัวเลขส่งออกขยายตัว 10.78% และนำเข้าโต 21.52% กลยุทธ์มองเป็นบวกต่อกลุ่มส่งออก แนะเก็งกำไร HANA, KCE, SAT, SAPPE
HANA กำไรเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดกำไร HANA เร่งขึ้น ในช่วงที่เหลือของปี เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยหลักจากอุปสงค์ที่ยังแข็งแรงตามเศรษฐกิจโลกทั้งกลุ่มโทรคมนาคมและยานยนต์ ผสานการขยายกำลังผลิตใหม่ อีกทั้ง Valuation ปัจจุบันที่เทรด Forward PE 26 เท่า ต่ำกว่า KCE ที่ 40 เท่า และ DELTA ที่ 85 เท่า เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 75 บาท
KCE กำไรเติบโตไปอีก
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มองว่าอุปสงค์ต่อสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงแข็งแกร่ง แต่ในระดับ Valuation ปัจจุบัน risk/reward ไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีมากนัก โดยเชื่อว่าราคาหุ้นมีโอกาสตอบสนองต่อข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี โดยในตอนนี้ตัวเลขหลายๆตัวเริ่มอยู่ในระดับสูง เช่น PMI
อีกทั้งยังเริ่มเห็นสัญญานการชะลอตัว เช่น ตัวเลขของยอดขายมือถือในจีนที่ปรับตัวลดลงในเดือน เม.ย. ในด้านของการขาดแคลนวัตถุดิบยังเป็นปัจจัยกดดัน โดยมีผลสำรวจออกมาว่าภาพการขาดแคลนมีโอกาสที่จะลากยาวไปถึงปี 2022 และสำหรับ Valuation ราคาหุ้นตอนนี้ค่อนข้างอยู่ในโซนที่แพง และสะท้อนความคาดหวังของตลาดไปมากแล้ว
ดังนั้นยังคงเลือกเฉพาะหุ้นที่ยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรและตลาดยังไม่ได้สะท้อนความคาดหวังไปเต็มที่ รวมถึงโมเมนตัมการเติบโตของกำไรที่ดี อย่าง KCE ราคาเป้าหมาย 84 บาท
