สำรวจแนวโน้มกำไร 3 หุ้นใหญ่กลุ่มลีสซิ่ง
หุ้นกลุ่มลีสซิ่งเป็นอีกกลุ่มที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุน ได้ถูกจับตามองว่าผลประกอบการไตรมาส 3/67 จะออกมาเป็นอย่าง ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมคาดการณ์กำไรสุทธิของหุ้นใหญ่ในกลุ่มลีสซิ่งทั้ง 3 บริษัท ได้แก่ SAWAD, MTC และ TIDLOR มาฝากนักลงทุน มาดูกันว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/67 ของแต่ละบริษัทจะเป็นอย่างไร และแนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 4/67 จะเติบโตต่อเนื่องหรือไม่
มาเริ่มที่ MTC นักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินกำไรสุทธิในไตรมาส 3/67 จะอยู่ที่ 1,509 ล้านบาท โต 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 4.5% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากทั้ง คาดรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิโต แม้ NIM จะชะลอลงเล็กน้อย แต่คาดถูกชดเชยด้วยการสินเชื่อที่ขยายตัว โดยบริษัทหันมาเน้นปล่อยสินเชื่อในกลุ่มจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์มากขึ้น และคงความระมัดระวังสำหรับสินเชื่อในกลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน
รวมถึงคาดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโต สอดรับไปกับการขยายตัวของสินเชื่อรวม ทำให้คาดว่าจะมีรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมขายประกันที่เพิ่มขึ้น ส่วนการตั้งสำรองคาดปรับขึ้นเล็กน้อย จากการใช้นโยบายเชิงระมัดระวัง แต่คาด NPL จะทรงตัวจากไตรมาส 2/67 ที่ระดับ 3.4% เนื่องจากเริ่มเห็นผลบวกจากมาตรการอัดฉีดเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบางในช่วงปลายเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าการชำระหนี้ของลูกหนี้จะเริ่มมีทิศทางดีขึ้น
ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดโตต่อทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า YoY หนุนให้ทั้งปี 2567 คาดจะมีกำไรสุทธิ 5,877 ล้านบาท โต 19.8% จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มกำไรเติบโตดี แต่ราคาหุ้นปัจจุบันไม่มี Upside เหลือ แม้เทียบกับมูลค่าพื้นฐานใหม่ปี 2568 ที่ 55 บาท จึงคงคำแนะนำเพียง “เก็งกำไร”
ถัดมา SAWAD นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาด SAWAD จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 ที่ 1,325 ล้านบาท ลดลง 4.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่คาดฟื้นตัวขึ้น 4.7% จากไตรมาสก่อนหน้า แม้คาดการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิจะค่อนข้างจำกัดที่ 0.5% จากสินเชื่อรวม ที่ทำได้เพียงทรงตัว และ NIM ที่คงที่ในระดับ 15.2% ใกล้เคียงไตรมาส 2/67 จากการใช้นโยบายเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อควบคุมคุณภาพของสินทรัพย์รวม
แต่คาดจะมีแรงหนุนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตจากรายได้ค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าประกันที่ปรับตัวดีขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล รวมถึงคาดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง จากการคุมเข้มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และ ผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่คาดจะลดลง โดยเฉพาะจากธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มือหนึ่งของ SCAP ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลบวกจากนโยบายรัฐฯ ที่อัดฉีดเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบาง ทำให้การชำระหนี้ของลูกหนี้เริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส
อีกทั้งคาดว่าการตั้งสำรองจะทรงตัวใกล้เคียงไตรมาส 2/67 โดยคิดเป็น Credit Cost 2.1% สอดรับกับคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดกำไรสุทธิปรับขึ้นต่อทั้งจากไตรมาส 4/66 และ 3/67 หนุนจากความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น และคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแรงขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside หลังปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2568 ที่ 51 บาท จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”
สุดท้าย TIDLOR นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดจะมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 ที่ 1,097 ล้านบาท โต 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิที่คาดจะปรับขึ้น แม้บริษัทมีการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อควบคุมคุณภาพสินเชื่อ แต่บางส่วนถูกชดเชยด้วย NIM ที่คาดจะปรับขึ้นเป็น 15.8% จาก 15.7% ในไตรมาส 2/67 หลังรับรู้ผลบวกจากการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ของลูกค้าจำนำทะเบียนขึ้นราว 2% ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 ทำให้คาด Asset Yield จะขยับขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3
นอกจากนี้คาดรายได้ค่าธรรมเนียมจะปรับขึ้น โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ค่านายหน้าประกันที่เติบโตดี ทั้งนี้คาดค่าใช้จ่ายของ TIDLOR จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/67 หลังบริษัทกลับมาทำกิจกรรมการตลาดมากขึ้น และการตั้งสำรองเพื่อรองรับการไหลตกชั้นของหนี้เสียในกลุ่มรถบรรทุก และจำนำทะเบียนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 4/67 คาดลดลงจากไตรมาส 3/67 แต่โตจากไตรมาส 4/66 จึงสนับสนุนฝ่ายวิเคราะห์คงคาดการณ์ TIDLOR จะมีกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 4,362 ล้านบาท โต 15.1% จากปีก่อน ส่วนราคาหุ้น Laggard จากคู่แข่ง หลังมีความกังวลต่อคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มเช่าซื้อรถบรรทุกมือสอง ขณะที่กำไรก่อนการตั้งสำรอง (PPOP) มีทิศทางขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” เพื่อสะสมรอการฟื้นตัวของกลุ่มลูกหนี้เช่าซื้อรถบรรทุกในช่วงปลายปี

