Official Update :

เปิดรายชื่อ 3 หุ้นโรงไฟฟ้าเด่นสุด รับกกพ. เฮียริ่งค่า Ft งวด ม.ค.- เม.ย. 68 

สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน ม.ค. - เม.ย. 68 โดยนำเสนอค่า Ft อยู่ในกรอบ 39.72 – 170.71 สตางค์/หน่วย เทียบกับงวด ก.ย.-ธ.ค. 67 ที่มีค่า Ft ที่ 39.72 สตางค์/หน่วย


ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฐาน 3.78 บาท/หน่วย จะส่งผลให้อัตราค่าไฟงวดใหม่คาดอยู่ที่ 4.18 – 5.49 บาท/หน่วย จากเดิม 4.18 บาท/หน่วยในรอบก่อนหน้า โดยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่ 8 - 22 พ.ย. 67 ก่อนจะสรุปผล และ ประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป


สำหรับแนวทางปรับปรุงค่า Ft จะแบ่งเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 จ่ายคืนภาระต้นทุนค้างทั้งหมดในงวดเดียว : ซึ่งจะส่งผลให้ค่า Ft เรียกเก็บประจำเดือน ม.ค. – เม.ย. 68 เพิ่มขึ้นจากเดิม 130.99 สตางค์/หน่วย มาอยู่ที่ 170.71 สตางค์/หน่วย ประกอบด้วย


1) Ft ที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.- เม.ย.2568 16.52 สตางค์/หน่วย, 2) เงินจ่ายคืนหนี้ กฟผ.จำนวน 8.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 131.01 สตางค์/หน่วย และ 3) เงินส่วนต่างที่ต้องจ่ายคืนค่าก๊าซฯ ให้แก่ กฟผ. และ ตปท. คิดเป็น 23.18 สตางค์/หน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน จะส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 5.49 บาท/หน่วย


กรณีที่ 2 จ่ายคืนภาระต้นทุนค้างแก่ กฟผ.ทั้งหมด โดยในส่วนของเงินส่วนต่างที่ต้องจ่ายคืนค่าก๊าซฯ จะยังคงถูกเลื่อนออกไป ซึ่งจะส่งผลให้ค่า Ft เรียกเก็บประจำเดือน ม.ค. – เม.ย. 68 เพิ่มขึ้นจากเดิม 107.81 สตางค์/หน่วย มาอยู่ที่ 147.53 สตางค์/หน่วย


โดยประกอบด้วย 1) Ft ที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.-เม.ย. 68 ที่ 16.52 สตางค์/หน่วย และ 2) เงินจ่ายคืนหนี้ กฟผ.จำนวน 8.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 131.01 สตางค์/หน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน จะส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 5.26 บาท/หน่วย


กรณีที่ 3 ตรึงค่า Ft เท่ากับงวดปัจจุบัน โดยตรึงค่า Ft ไว้ที่ 39.72 บาท/หน่วย ซึ่งประกอบด้วย 1) Ft ที่สะท้อนต้นทุนเดือน ม.ค.-เม.ย. 68 ที่ 16.52 สตางค์/หน่วย และ 2) เงินจ่ายคืนหนี้ กฟผ.จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 23.20 สตางค์/ หน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน จะส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเท่าเดิมที่1.48 บาท/ หน่วย


จากประเด็นดังกล่าว นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ถือเป็นมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าทั้งกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า SPP ที่มีสัดส่วนขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง เช่น GPSC สัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมราว 30-35% ของรายได้รวม, BGRIM สัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมราว 25-27% ของรายได้รวม และ GULF สัดส่วนรายได้จากการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมราว 8-10% ของรายได้รวม


เนื่องจากค่า Ft งวดใหม่ ทั้ง 3 กรณี มีแนวโน้มทรงตัวหรือมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากงวดก่อนหน้า ในขณะที่ต้นทุนเชื้อเพลิงพลังงานมีแนวโน้มลดลง ทำให้คาดจะได้รับประโยชน์จากการทยอยชำระหนี้คืนให้แก่ กฟผ. (EGAT) ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 23 –131 สตางค์/หน่วย จากงวดเดือน ก.ย. –ธ.ค. ที่มีการทยอยชำระหนี้เพียงราว 5.42 สตางค์/หน่วย ซึ่งหากเป็นไปตามแนวทางข้างต้นจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ในช่วงไตรมาส 1/68 มีแนวโน้มปรับตัว เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/67


แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน กกพ. ยังอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และอาจยังมีความเสี่ยงในด้านนโยบายภาครัฐที่อาจมีมาตรการปรับลดค่า Ft ลง ให้ต่ำกว่าแนวทางที่ กกพ. นำเสนอข้างต้น จึงถือเป็นประเด็นที่ยังต้องรอข้อสรุปที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการต่อไป


ด้านปัจจัยพื้นฐาน GPSC บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินแนวโน้มไตรมาส 4/67 เบื้องต้นคาดเติบโตจากไตรมาส 4/66 แต่ยังอยู่ในระดับไม่เด่นใกล้เคียงกับไตรมาส 3/67 เพราะการออกจาก Low Season ของโครงการAvaada และการเริ่มทยอยรับรู้รายได้ค่าไฟฟ้าของโครงการโรงไฟฟ้าลมใต้หวัน (CFXD) จะถูกชดเชยด้วยปริมาณน้ำที่ลดลงหลังผ่าน High Season ของโครงการไซยะบุรี, ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นช่วงปลายปี, ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นช่วงฤดูหนาว ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท


ถัดมา BGRIM บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดเบื้องต้นไตรมาส 4/67 จะมีกำไรปกติที่ระดับ 400-450 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3/67 จากฐานที่สูงแต่ยังเติบโตจากไตรมาส 4/66 ได้จากอัตรากำไรขั้นต้นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวและการเชื่อมต่อกับลูกค้า IU รายใหม่อีกราว 10-15 MW คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2568 ที่ 30.50 บาท


และสุดท้าย GULF บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดเบื้องต้นไตรมาส 4/67 จะมีกำไรปกติที่ระดับ 4,500-4,600 ล้านบาท กลับมาเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าและไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากการรับรู้รายได้และส่วนแบ่งกำไรจากโครงการใหม่ รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH ที่กลับมาเติบโต โดยปรับไปใช้ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2568 ที่ 61.25 บาทคงคำแนะนำ “เก็งกำไร”