สรุปงบหุ้นกลุ่มเจมาร์ท 9 เดือนผ่านไป ผลงานเติบโตไหม ?
กำลังทยอยประกาศออกมาต่อเนื่องสำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/67 และงวด 9 เดือน ปี 2567 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีทั้งบริษัทที่กำไรสุทธิออกมาเติบโตดีกว่าและแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ Wealthy Thai ได้เคยสรุปงบการเงินของสองหุ้นใหญ่กลุ่มสื่อสารไปแล้ว วันนี้จึงเป็นคิวของหุ้นกลุ่มเจมาร์ทอย่าง JMART, JMT SINGER และ SGC ซึ่งเป็นอีกกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจและติดตามการดำเนินงานต่อเนื่อง
สำหรับ JMART หรือ บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 ที่ 255.3 ล้านบาท ลดลง 12.8% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้งวด 9 เดือน ปี 2567 มีกำไรสุทธิ 830.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 235.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส 1 และ 2 ปี 2566 มีรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากสินทรัพย์ทางการเงินอื่น และไม่มีส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กำไรไตรมาส 3/67 ที่ลดลงอย่างมากจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงฐานกําไรที่สูงในไตรมาส 2/67 จากการบันทึกรายการพิเศษจากการปรับเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้ Jas Asset ประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนกําไรที่ลดลงจากไตรมาส 3/66 สะท้อนถึงค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ถึงแม้กําไรสุทธิในงวด 9 เดือนปี 2567 จะคิดเป็น 77% ของประมาณการกําไรเต็มปีของบล.เคจีไอ แต่มองว่าในปี 2568 ยังคงท้าทายจากแนวโน้มการเติบโตของ JMT, J-Mobile และความสามารถในการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เพื่อเพิ่มกําไร ซึ่งอยู่ระหว่างทบทวนราคาเป้าหมายปี 2568
ส่วน JMT หรือ บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรไตรมาส 3/67 ที่ 429.9 ล้านบาท ลดลง 7.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ 9 เดือน ปี 2567 มีกำไร 1,215 ล้านบาท ลดลง 17.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนหุ้นกู้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าที่ลดลงจากปีก่อน และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กำไรไตรมาส 3/67 ที่ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากรายได้ที่ต่ำกว่าไตรมาส 3/66 ตามสภาวะเศรษฐกิจ และ Gross margin ซึ่งปรับตัวลงตามการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีกับลูกหนี้ แต่กำไรฟื้นตัวจากไตรมาส 2/67 หลังเริ่มเห็นผลบวกจากการเร่งรัดดำเนินคดีส่งผลให้ Cash collection ฟื้นตัว 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 7% จากไตรมาสก่อนหน้า รวมถึง ECL ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
ปัจจุบันกำไรสุทธิ 9 เดือน ปี 2567 คิดเป็น 73% ของประมาณการกำไรใหม่ปี 2567 ที่ 1,667 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4% ตามแนวโน้มธุรกิจจัดเก็บหนี้ที่เริ่มเห็นภาพฟื้นตัว ด้านทิศทางไตรมาส 4/67 คาดเป็นจุดสูงสุดของปี แต่กำไรยังลดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก Gross margin ซึ่งลดลงตามปริมาณการดำเนินคดี แต่กำไรจะฟื้นต่อเนื่องจากไตรมาส 3/67 ตาม Cash collection ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของปี ให้คำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร ราคาเป้าหมายใหม่ 22.8 บาท
ขณะที่ SINGER หรือ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 27 ล้านบาท เติบโต 108% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวด 9 เดือนปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิ 76 ล้านบาท เติบโต 102% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากระหว่างปี 2567 กลุ่มบริษัทมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตในธุรกิจสินเชื่อของบริษัทย่อย และการตั้งสำรองการลดลงของมูลค่าสินค้าในบริษัท รวมทั้งสินค้าล้าสมัยในสินค้าคงเหลือลดลงอย่างมีสาระสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า กำไรไตรมาส 3/67 ที่ปรับเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/66 มาจากต้นทุน และการตั้งสำรองที่ลดลง ถึงแม้ว่ารายได้จะลดลงก็ตาม แต่กำไรลดลงจากไตรมาส 2/67 จากรายได้จากการขายลดลง และมีการตั้งสำรองเพิ่มมากขึ้น โดยสินเชื่อยังหดตัวต่อและทำให้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรปี 67 ลงเหลือ 115 ล้านบาท ในขณะที่ NPL ยังคงเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ ให้คำแนะนำ ซื้อปรับลดราคาพื้นฐานลงมาเหลือ 11.20 บาท โดยมองว่ายังมีส่วนต่างเหลือและสินเชื่อ Locked phone เป็นความหวังใหม่
สุดท้าย SGC หรือ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/67 ที่ 47.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 474.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยรับจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Look Phone) การควบคุมค่าใช้จ่าย รวมถึงการชำระคืนเงินเงินกู้ยืมบางส่วนทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง
ส่วนงวด 9 เดือน ปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 103.2 ล้านบาท พลิกเป็นบวก จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ โดยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ขณะที่มุมมองบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 1.96 บาท

