Official Update :

BH เดือนเดียวราคาดิ่งกว่า 24% ฟากโบรกฯ ประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ” คาดกำไรปี 68-69 โตเฉลี่ย 4%

ราคาหุ้น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจนถึงวันทำการล่าสุด โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง 24.45% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 274.00 บาท เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 67 และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พ.ย. 67 ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 207.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2,661.81 ล้านบาท โดยปัจจัยที่เป็นตัวกดดันราคาหุ้น คาดว่ามาจากความกังวลด้านแนวโน้มผลประกอบการที่มีทิศทางปรับตัวลดลงในไตรมาส 4/67


อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ยังคงแนะนำ “ซื้อ” BH เนื่องจากมองว่ามีจุดเด่นในการบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพสูงในการรักษาโรคยากซับซ้อน ทำให้มีอัตราทำกำไรสูงสุดในกลุ่มการแพทย์ โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2568-2569 เติบโตเฉลี่ย 4% CAGR


โดย บริษัท หลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุ แนะนำ “ซื้อ” BH พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 280 บาท และปรับลดการประมาณการกำไรโดยคำนึงถึงความไม่แน่นอนในอนาคต คาดว่าบริษัทจะยังคงได้รับผลกระทบด้านลบต่อรายได้ในไตรมาส 4/67 จากปัจจัยเดียวกันที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3/67 ซึ่งจะส่งผลให้ไตรมาสถัดไปยังไม่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม เพื่อสะท้อนปัจจัยด้านลบต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้น บล.เคจีไอ ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิเต็มปี 2567 ลงอยู่ที่ 7.68 พันล้านบาท (+9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ 7.99 พันล้านบาท (+4.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ในปี 2568


ทั้งนี้ การปรับลงส่วนใหญ่สะท้อนจาก 1) ปรับลดรายได้ 5.7% 2) การปรับลดอัตรากำไรขั้นต้นลง และ 3) การปรับลดสัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้ (Figure 2) Valuation & Action BH ยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาลมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบด้านลบจากเหตุการณ์นี้อาจใช้เวลาในการเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติของบริษัท


เช่นเดียวกับ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “Trading Buy” สำหรับ BH พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 260 บาท เนื่องจาก 1) BH ยังคงจุดเด่นในบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพสูงในการรักษาโรคยากซับซ้อน ทำให้มีอัตราทำกำไรสูงสุดในกลุ่มการแพทย์ที่ศึกษา 2) คาดกำไรสุทธิปี 2568-2569 เติบโตเฉลี่ย 4%CAGR กลับสู่ระดับปกติตามการเติบโตของรายได้ (+5%) และ 3) จำนวนเตียงและอัตราใช้เตียงสูงเฉลี่ย 70% จะเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในช่วงรอ รพ.ใหม่เปิดให้บริการเต็มปี 2570


ทั้งนี้ มีมุมมอง “Slightly negative” ต่อข้อมูลจากการประชุมกับ BH เนื่องจาก 1) กังวลต่อลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลางที่ลดลงแรง โดยเฉพาะคูเวต และ UAE จากการปรับเกณฑ์ส่งผู้ป่วย ขณะที่ BDMS ยังมีรายได้ UAE (+29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) และรายได้กาต้า (+47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) เติบโตดีกว่า 2) การแข่งขันราคาสูงขึ้นในกลุ่ม CLMV และ 3) ในไตรมาส 4/67 ยังไม่เห็นการฟื้นตัวของรายได้ ทำให้ BH เน้นบริหารต้นทุนและคุมค่าใช้จ่าย เพื่อรักษาระดับอัตรากำไร


ขณะที่การปรับเกณฑ์ส่งผู้ป่วยของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน ประกอบกับการแข่งขันสูงขึ้นในกลุ่ม CLMV จะเป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวของรายได้ ในปี 2568 และเป็น downside ต่อประมาณการรายได้ BH


โดย บล.กรุงศรี ปรับกำไรสุทธิปี 2567 ลง -2% เป็น 7,652 ลบ. (เดิม 7,782 ลบ.) ส่วนปี 2568-2569 ปรับกำไรสุทธิลง -3% เป็น 7,845 ลบ. (เดิม 8,068 ลบ.) / -2% เป็น 8,220 ลบ. (เดิม 8,395 ลบ.) ตามลำดับ เนื่องจากปรับสมมติฐานการใช้บริการ OPD/IPD ลง -2% และค่ารักษาเฉลี่ย OPD/IPD ลง -4% ทำให้รายได้รักษาพยาบาลปี 2567-2569 ลดลงจากเดิม -4%-5%


ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/67 คาดกำไรสุทธิราว 1,780 ลบ. (+3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, -9% จากไตรมาสก่อน) เนื่องจาก 1) คาดรายได้ (-2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, -1% จากไตรมาสก่อน) ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติหลัก และปัจจัยฤดูกาลของการใช้บริการลดลงจากไตรมาสก่อน 2) คาดมี Gross margin 49.2% (vs 48.7% ในไตรมาส 4/66 และ 51.6% ในไตรมาส 3/67)