Official Update :

เปิดปัจจัยสำคัญ ดันกำไรบจ. ไตรมาส 4/67 ฟื้นแรง !!

แม้ภาพรวมกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/67 จะออกมาต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและค่าเงินบาทที่ผันผวน แต่ในไตรมาส 4/67 นักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรสุทธิจะกลับมาฟื้นตัวแรง แต่จะเกิดจากปัจจัยอะไรสนับสนุน และหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนเพื่อรับกำไรที่ฟื้นตัว Wealthy Thai มีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝาก


โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/67 ของบริษัทจดทะเบียนใน SET Index จำนวน 663 บริษัท จาก 701 บริษัท ทำได้เพียง 1.95 แสนล้านบาท ลดลง 23.03% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 30.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน ต่ำกว่าคาดการณ์ของฝ่ายวิเคราะห์และ Bloomberg Consensus ราว 17% จากกลุ่มพลังงานที่ขาดทุนสต็อกน้ำมัน, กลุ่มส่งออกขาดทุนจากการ Hedging ค่าเงินบาทที่ผันผวน และบริษัทขนาดใหญ่ เช่น PTTGC และ OSP มีการตั้งด้อยค่าเงินลงทุน


ในขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/67 ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงาน, ธนาคาร, และค้าปลีก ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรจะพลิกกลับมาโตทั้งจากไตรมาส 4/66 และไตรมาส 3/67 ที่ระดับ 2.4-2.6 แสนล้านบาท ซึ่งมาจาก 4 ปัจจัยสนับสนุน คือ 1) คาด GDP ไตรมาส 3/67-4/67 เร่งตัวขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่เน้นการบริโภคและการแก้หนี้ รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 แบบ Front-Loaded


2) ราคาน้ำมันและค่าเงินบาทผันผวนน้อยลง โดยถ้าอิงตามสถิติช่วงไตรมาส 4 ของทุกปีเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันและค่าเงินบาทมีความผันผวนต่ำเมื่อเทียบกับไตรมาสอื่น ส่งผลให้กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ผันผวนลดลงเช่นกัน


3) ฐานกำไรต่ำทั้งจากไตรมาส 4/66 และ 3/67 โดยเฉพาะไตรมาส 4/66 ทำกำไรได้เพียง 1.77 แสนล้านบาท เพราะ TU บันทึกด้อยค่าเงินลงทุนใน Red Lobster และ IVL บันทึกด้อยค่าสินทรัพย์โครงการ Corpus Christi และ 4) บริษัทขนาดใหญ่ตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ไปมากแล้วในไตรมาส 3/67 โอกาสที่จะตั้งด้อยค่าเพิ่มเติมจึงอยู่ในระดับต่ำ


ส่วนกลุ่มที่คาดว่ากำไรจะเติบโตดีต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/66 คือ สื่อสาร, ค้าปลีก, ไฟแนนซ์, การแพทย์ และหุ้นที่คาด Bottom out จากรายการพิเศษในไตรมาส 3/67 เช่น BANPU, OSP, THCOM, TIDLOR, BCPG, TTA เป็นต้น


ทั้งนี้ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ยังคงเป้าดัชนีสิ้นปี 2567 ที่ 1,450 จุด และสิ้นปี 2568 ที่ 1,600 จุด โดย Upside ค่อนข้างจำกัด จึงต้องเน้นเลือกหุ้นที่ Valuation ไม่แพง, ผลประกอบการ Turnaround และได้แรงหนุนจากวายุภักษ์หรือกองทุน TESG เช่น KBANK, CPAXT, CPALL, BDMS, BANPU, OSP, THCOM และ STA เป็นต้น