Official Update :

คัด 3 หุ้นแบงก์ปันผลสูง หาจังหวะเก็บรับแนวโน้มเศรษฐกิจฟื้น

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยกำลังปรับตัวดีขึ้น ทั้งการใช้จ่ายและการเบิกจ่ายลงทุนภาครัฐ การบริโภคของภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการส่งออกที่ขยายตัวได้ต่อเนื่อง ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณไม่รีบร้อนลดดอกเบี้ย อีกทั้งยังมีแรงสนับสนุนจากกองทุนวายุภักษ์ ทำให้นักวิเคราะห์แนะนำการลงทุนใน 3 หุ้นเด่นกลุ่มธนาคารซึ่งให้อัตราปันผลตอบแทนอยู่ในระดับสูง


โดยนักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ระบุว่าจากปัจจัยบวกทั้งการลงทุนภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนเฟดที่ไม่รีบร้อนลดดอกเบี้ย และแรงหนุนจากกองทุนวายุภักษ์ ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองบวกต่อกลุ่มธนาคารที่ให้อัตราปันผลตอบแทนอยู่ในระดับสูง 6.7-10% ได้แก่


KTB หุ้น Top pick ในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลขณะที่มีการเติบโตของกําไรก่อนสํารองแข็งแกร่งสุด, TTB หุ้น Top pick กลุ่มธนาคารเช่นเดียวกัน โดยเติบโตดีจากภายในมีผลประโยชน์ทางภาษีเหลืออยู่ 1.2 หมื่นล้าน คาดกําไรโต 14% ปีหน้าพร้อมปันผลสูงระดับ 7.6% และ 3. SCB มี upside หลังกําไรไตรมาส 3/67 ออกมาดีกว่าคาดพร้อมปันผลเด่นระดับ 10% ปีหน้า


จากประเด็นข้างต้น Wealthy Thai จึงได้สำรวจปัจจัยพื้นฐานของทั้ง 3 หุ้นเพิ่มเติม สำหรับ KTB บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ให้มุมมองว่า แม้เป้าสินเชื่อปี 2567 จะดูท้าทายและ NIM ในงวดไตรมาส 4/67 จะปรับตัวลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า ตามการปรับลดดอกเบี้ยของกนง. ช่วงที่ผ่านมา แต่มีด้านดีจากทิศทาง CREDIT COST รายปีที่ลดลง จาก COVERAGE RATIO ที่ 179% สูงถึงกรอบเป้าหมายและพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่มีความเสี่ยงต่ำ (รัฐบาลและลูกค้าราชการ)


โดยมองว่าระดับกําไร 9 เดือน ปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 84% ของทั้งปี มี DOWNSIDE จํากัด ตามแนวโน้มกําไรไตรมาส 4/67 อ่อนตัวจากไตรมาส 3/67 แต่เติบโตเด่นจากไตร YOY เพราะ CREDIT COST ลดจาก OPEX ตามฤดูกาล คงแนะนํา “OUTPERFORM” จากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดีกว่ากลุ่มฯ ประกอบกับแผนเพิ่มนโยบายการจ่ายปันผล (ปี 2566 ที่ 33% ของกําไรสุทธิ) หลัง TIER-1 สูงเกินเกณฑ์ขั้นต่ำพอควรถือเป็น UPSIDE ต่อ DPS และ ROE ราคาเป้าหมาย 23.40 บาท


ส่วน TTB บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า แผนการเจรจาการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของหลักทรัพย์ธนชาต (TNS) จากทาง TCAP และทีลีสซิ่ง (T-leasing) ประกอบธุรกิจหลักให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถมอเตอร์ไซค์จากทาง MBK เพราะมองว่าระยะยาว TTB จะมีผลิตภัณฑ์และบริการหลากหลายมากขึ้นและเสริมศักยภาพ Ecosystem นอกจากนั้น TNS และ T-leasing มีผลประกอบการเป็นกำไร ซึ่งคาดว่าเป็น upside ต่อกำไรสุทธิ TTB ประมาณ 1-2%


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเป็นการชี้แจ้งความประสงค์ในการเข้าเจรจาการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ TNS จากทาง TCAP และT-leasing จากทาง MBK เท่านั้น ดังนั้นธุรกรรมอาจเกิดขึ้นหรืออาจไม่เกิดขึ้นได้ภาพรวมฝ่ายวิเคราะห์ยังชอบ TTB เพราะมีผลประโยชน์ทางภาษีเหลือจำนวน 1.17 หมื่นล้านบาท ณ ไตรมาส 3/67 และการตั้งสำรองน้อยลงคาดช่วยหนุนกำไรสุทธิในช่วงปี 2567-2569 รวมถึงปันผลสูง dividend yield คาด 7% ต่อปี ราคาเป้าหมาย 2.20 บาท


ขณะที่ SCB บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 มีโอกาสจะโตทั้งจากไตรมาส 4/66 และ 3/67 เด่นกว่าธนาคารใหญ่รายอื่นที่มีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายลงทุนพัฒนาระบบให้บริการที่มักเพิ่มเข้ามามากในช่วงปลายปีเพราะไม่มีผลกระทบจากการขาย PPV เหมือนกับไตรมาส 3/67 ทั้งในแง่ของผลขาดทุนเงินลงทุน และการตั้งด้อยค่า อีกทั้งเป็นไตรมาสแรกที่ไม่มีผลขาดทุนจาก PPV เข้ามารบกวน (คาดราว 500 ล้านบาทต่อไตรมาส) หลังเสร็จสิ้นการขายหุ้นของ PPV ไปแล้ว


รวมถึงการตั้งสำรองที่มีโอกาสผ่อนคลายลงต่อเนื่อง ตามทิศทางของเศรษฐกิจที่ได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐฯขณะแนวโน้ม NPL Ratio มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ หนุนให้ฝ่ายวิเคราะห์คาด SCB จะมีกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 44,475 ล้านบาท โต 2.2% จากปีก่อน และโตต่อ 3.8% ในปี 2568 ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 130 บาท