Official Update :

ตลท.รับศึกษาเพิ่มความเข้ม Cash Balance พบ 3 ปัจจัยทำจำนวนหุ้นร้อนแรงพุ่ง

Exclusive ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผย อยู่ระหว่างศึกษาเพิ่มความเข้มข้นเกณฑ์ควบคุมหุ้นร้อนแรงผ่าน Cash Balance หลังจำนวนหุ้นเก็งกำไรมีเพิ่มขึ้น ประเมินมาตรการที่ผ่านมาได้ผลช่วยลดปริมาณการซื้อขายได้  มอง 3 ปัจจัยดันจำนวนหุ้นร้อนแรงเพิ่ม ทั้งผลประกอบการฟื้นตัว นักลงทุนหน้าใหม่เพิ่ม และข่าวมีผลกระทบต่อราคา พร้อมเดินหน้าให้ถามข้อมูลหุ้นเคลื่อนไหวไม่ปกติและเปิดเผยให้นักลงทุนรับทราบ  


ในสถานการณ์ปัจจุบันมีหุ้นที่ติด Cash Balance เพิ่มขึ้นในระดับสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยปัจจุบันจากการตรวจสอบพบว่า มีจำนวน 49 หลักทรัพย์ ซึ่งมีจำนวนที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ใช้เกณฑ์ที่มีหุ้นเข้ามาตรการระดับที่ 3


โดยปัจจุบันมีหุ้นที่เข้ามาตรการทั้ง 3 ระดับ แบ่งเป็น

มาตรการระยะที่ 1 สมาชิกต้องดำเนินการให้ลูกค้าซื้อหลักทรัพย์ด้วยบัญชี cash balance เท่านั้น โดยลูกค้าต้องวางเงินสดไว้ล่วงหน้ากับสมาชิกเต็มจำนวนก่อนซื้อหลักทรัพย์  จำนวน 42 หลักทรัพย์   


มาตรการระยะที่  2 ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย หมายความว่า ห้ามสมาชิกใช้หลักทรัพย์เป็นหลักประกันในการคำนวณเป็นวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ (ในทุกประเภทบัญชี)  จำนวน 3 หลักทรัพย์


มาตรการระยะที่ ห้าม Net settlement หมายความว่า ห้ามสมาชิกหักกลบราคาค่าซื้อกับราคาค่าขายหลักทรัพย์เดียวกันในวันเดียวกัน (ซื้อและขายหลักทรัพย์เดียวกันในวันเดียวกัน ค่าขายคืนเป็นวงเงินในวันทำการถัดไป) จำนวน 4 หลักทรัพย์


ทั้งนี้ ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย คือ อัตราหมุนเวียนการซื้อขาย (Turnover ratio) มูลค่าการซื้อขาย และราคาซื้อขายที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน เช่น P/E Ratio เป็นต้น


ความร้อนแรงดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงการควบคุมดูแลหุ้นขนาดกลางขนาดเล็ก และหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูงนั้นจะมีเพิ่มเติมหรือไม่ โดยล่าสุดทางกองบรรณาธิการ Wealthy Thai ได้เข้าสัมภาษณ์พิเศษกับคุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  โดยทางตลาดหลักทรัพย์มองว่า แม้ปัจจุบันมาตรการควบคุมการซื้อขายหุ้นร้อนแรงจะได้ผล แต่ตลาดหลักทรัพย์ไม่ปิดโอกาสที่จะปรับเกณฑ์ หรือเพิ่มความเข้มข้นของเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์


เกณฑ์การควบคุมหุ้นร้อนแรงที่ผ่านมานั้น เรามองว่ามัน ได้ผล   แต่เราก็ศึกษาอยู่ว่าจะมีการเพิ่มเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หากต้องเพิ่มเติมเป็น ระดับที่ 4 ระดับที่ 5 หรือระดับที่ 6 ก็ต้องทำถ้ามีความจำเป็น แต่เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะออกมาเมื่อไหร่หรือเป็นอย่างไร



3 ปัจจัยทำหุ้นเก็งกำไรเพิ่มไม่หยุด

ความคึกคักของหุ้นขนาดกลางและเล็กนั้น เราประเมินว่าเกิดจาก 3 ส่วนหลักๆ คือ

1.ผลการเนินงานของบริษัท หากลองย้อนกลับไปของกำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 1/63 เทียบกับไตรมาส 1/64  จะเห็นว่า ความสามารรถในการทำกำไรบริษัทจดทะเบียนเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยบริษัทจดทะเบียนใน SET50 กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น 106% ขณะที่ SET100 จากติดลบ กลับกลายมาเป็นบวกถึง 4 หมื่นล้านบาท ขณะที่หุ้น non- SET100 เพิ่มขึ้นสูงถึง 119% หุ้น mai กำไรเพิ่มขึ้น 804% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


และเมื่อดูในรายละเอียดที่ลึกเข้าไปอีก เราจะพบว่า ในแต่ละอุตสาหกรรม มีความสามารถในการทำกำไรเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันอย่างมาก  ซึ่งไม่ได้มีทุกอุตสาหกรรมที่มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น แต่มีเพียงบางอุตสาหกรรมเท่านั้น อาทิ ธุรกิจการเกษตร ของใช้ส่วนตัว และเวชภัณฑ์ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง พลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งกลุ่มดังกล่าวถือว่าดีขึ้นอย่างมาก ขณะที่บางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ดีขึ้น  จึงเกิดความผันผวนของราคาและการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในระดับที่สูงมาก  


2.นักลงทุนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยปี 2563 เพิ่มเข้ามาใหม่จำนวนกว่า 7 แสนราย ขณะที่นับจากต้นปี 2564 ถึงเดือน พ.ค.เพิ่มเข้ามาอีกกว่า 8 แสนราย ดังนั้นเมื่อมีนักลงทุนใหม่เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งกลุ่มนี้มีจำนวนที่ active กว่า 2 แสนราย และกว่าครึ่งเป็นนักลงทุนแบบเทรดระยะสั้น หรือ เก็งกำไร


3.มีข่าวจริงและข่าวปลอมสร้างความผันผวน ในภาพตลาดที่มีความผันผวนนั้น มีกระแสข่าวต่างๆเกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งข่าวจริงและข่าวที่ไม่จริง ซึ่งทำให้การเก็งกำไรในแต่ละหุ้นในแต่ละช่วง เกิดขึ้นอย่างมาก


ทั้งนี้ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ติดตามสถานการณ์หุ้นที่มีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง และเราเห็นข้อมูลว่ามีจำนวนหุ้นที่เข้ามาตรการเพิ่มขึ้นจริง มาตรการที่มีอยู่นั้นได้ผล เห็นได้จากปริมาณการซื้อขายหุ้นในกลุ่มนั้นลดลง แต่ในเรื่องของความเหวี่ยงของราคาหุ้นที่มีอยู่ เป็นไปตามกระแสข่าวต่างที่มีอยู่จำนวนมากในตลาด ทำให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรจำนวนมาก


ซึ่งในมุมของตลาดหลักทรัพย์นั้นในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการหลายส่วน นอกจากมาตารการควบคุมหุ้นร้อนแรงทั้ง 3 ระดับแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังมีการแจ้งเตือนให้กับนักลงทุนรับทราบถึงความไม่ปกติต่างๆ ผ่านระบบเทรดดิ้งอะเลิร์ท หรือการสอบถามข่าวการเปลี่ยนแปลงต่างๆไปยังบริษัทจดทะเบียนให้ตอบคำถามที่เกิดขึ้นในตลาด รวมถึงการออกประกาศที่มีความสำคัญจากทางตลาดให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น รวมทั้งนักลงทุนต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด



ครึ่งปีหลังความผันผวนยังสูง

ขณะที่ภาวะตลาดหุ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 ต้องดูสถานการณ์ในทั่วโลกว่าจะมีปัจจัยอะไรใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม  ประกอบการต้องพิจารณาถึงความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียน ทั้งหน้าเก่า และหน้าใหม่ ซึ่งเราไม่ได้สนใจแค่นักลงทุนรายบุคคล แต่เราสนใจในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติด้วย


โดยจุดหนึ่งที่ทำให้เราช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ คือ การที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 1 แสนล้านบาทต่อวัน และมีหุ้นขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นทำให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าลงทุนได้ โดยไม่สร้างผลกระทบกับราคาหุ้นที่แต่อย่างใด ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างพิจารณาปรับเกณฑ์ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เพื่อเข้ามาลงทุน และระดมทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน



กองบรรณาธิการ Wealthy Thai