เปิดโผ 6 หุ้นพื้นฐานดี “น่าลงทุน” รับแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่องถึงปี 68
หนึ่งในตัวเลขสำคัญที่ต้องติดตามอยู่อย่างสม่ำเสมอ เห็นทีจะหนีไม่พ้นตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมักจะส่งผลต่อทุกภาคส่วนโดยตรง ไม่เว้นแม้กระทั่งตลาดหุ้นที่มักจะเคลื่อนไหวโดยอิงตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญอยู่เสมอ
อย่างไรก็ดี บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/67 ถึง 2568 ยังคาดหวังการเติบโตได้ดี หลังจากที่ IMF ปรับคาดเศรษฐกิจไทย โดยคาดปี 2567 จะเติบโต 2.7% และปี 2568 จะเติบโต 2.9% โดยคาดหวังการลดดอกเบี้ยและนโยบายการคลัง ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ส่วนความเสี่ยงที่กังวล คือ ความเสี่ยงทางการค้า หนี้เอกชนสูง และหนี้ครัวเรือน ซึ่งหากนำประมาณการของ IMF มาเทียบกับประมาณการของหลายสำนักเศรษฐกิจที่ประเมิน GDP ไว้ก่อนหน้านั้น พบว่ามีอัตราเติบโตใกล้เคียงกัน โดยค่าเฉลี่ยของตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยปี 2567 ของสำนักเศรษฐกิจต่างๆ อยู่ที่ 2.6% จึงทำให้ GDP ไตรมาส 4/67 ต้องเติบโตอย่างน้อย 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงจะโตเท่าประมาณการที่ตั้งไว้
ขณะที่ในปีหน้าค่าเฉลี่ยของตัวเลขคาดการณ์ GDP ไทยของสำนักเศรษฐกิจต่างๆ อยู่ที่ 3.1% ซึ่งยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ จากการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยของภาครัฐฯ
โดย บล.เอเซีย พลัส ประเมิน SET INDEX ในช่วงสั้นคาดถูกกดดันจาก SENTIMENT VOLUME ที่เบาบาง ส่วนภาพระยะกลาง-ยาวยังดูดี จากปัจจัยขับเคลื่อนในเชิงนโยบายของภาครัฐฯ ทั้งโครงการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2, ช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท รวมถึงนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท/วัน สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้น Deglobalization พื้นฐานดี เช่น CRC, MAJOR, MTC, ADVICE, CBG, SIRI เป็นต้น
จากข้อมูลข้างต้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมปัจจัยพื้นฐานและมุมมองของหุ้นทั้ง 6 จากบล.เอเซีย พลัส มาไว้ในบทความนี้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้
มาเริ่มที่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ซึ่งบล.เอเซีย พลัส ให้คำแนะนำ “Outperform” พร้อมปรับไปราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 44.50 บาท/หุ้น เนื่องจาก 1) กําไรปกติไตรมาส 3/67 ที่ออกมาโตดีทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2) แนวโน้มกําไรไตรมาส 4/67 ที่ยังคงสดใส และ 3) ราคาหุ้นยัง laggard กลุ่ม หลังราคาปรับลดลงมา 24% YTD แย่กว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มพาณิชย์ ทั้งนี้ ยังคงประมาณการกําไรปี 2567 ของ CRC ไว้ตามเดิมที่ 8.6 พันล้านบาท โต 8% จากปีก่อน เพราะเชื่อว่ามี upside ต่อประมาณการไม่มากราว 4% -5%
ถัดมา แนะนำ “Outperform” บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR พร้อมประเมินราคาเหมาะสมปี 68 อยู่ที่ 20.00 บาท/หุ้น แม้ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าผลประกอบการไตรมาส 4/67 จะออกมาโดดเด่น แต่กําไรรวมงวด 9 เดือน 2567 ที่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 48% ของประมาณการกําไรทั้งปี ทําให้ประมาณการกําไรปี 2567 ลง 12% อยู่ที่ 754 ล้านบาท แต่ยังเติบโต 14% จากปีก่อน จากภาพยนตร์ฮอลิวูดฟอร์มยักษ์จํานวนมากที่จะออกฉาย ขณะที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยหลายค่ายก็จะมีการสร้างหนังไทยออกสู่ตลาดจํานวนมากเช่นกัน ส่งผลบวกต่อ MAJOR ในฐานะผู้นําตลาดโรงภาพยนตร์ของไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 70%
แนะนำ “Outperform” บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 55.00 บาท/หุ้น โดยคงมุมมองบวกต่อทิศทางคุณภาพสินทรัพย์ หลังระดับ NPL และ Stage 2 ทยอยลดลงต่อเนื่องหนุนด้วยจํานวนสาขาครอบคลุม 8 พันสาขาทั่วประเทศ เอื้อต่อการจัดเก็บหนี้และนโยบายสินเชื่อเน้นกลุ่มมีหลักประกันเป็นปัจจัยช่วยให้ทิศทางคุณภาพสินทรัพย์และ Credit cost ยังสามารถพัฒนาการได้ต่อเนื่อง โดยประเมินกําไรสุทธิไตรมาส 4/67 โตจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสินเชื่อเร่งตัวช่วงท้ายปี ส่วนแนวโน้มกําไรปี 2567–69 ขยายตัวเฉลี่ย 19% ตามการเติบโตด้านสินเชื่อและ Credit cost ที่อยู่ในการบริหารจัดการ (Coverage ratio ราว130% สูงกว่ากรอบบริหารที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 100%)
แนะนำ “Outperform” บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE พร้อมปรับใช้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 8.70 บาท เนื่องจากระยะสั้นมีปัจจัยบวกจากกําไรไตรมาส 3/67 ที่ออกมาดีโต และกําไรในไตรมาส 4/67 ยังดูสดใส ซึ่งจะช่วยให้ภาพรวมกําไรทั้งปี 2567 กลับมาเติบโตได้แรงจากฐานกําไรที่ต่ำในปีก่อน รวมถึงคาดกําไรปี 2568 ยังโตแกร่งที่ 32% จากแรงหนุนของเศรษฐกิจและกําลังซื้อที่คาดจะดีขึ้น บวกกับการที่บริษัทมีแผนจะรุกขยายสาขา โดยเฉพาะในรูปแบบ Advice iStore เพิ่มอีกราว 27 แห่ง รวมเป็น 35 แห่ง อีกทั้งราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่ากลุ่มพาณิชย์ที่ฝ่ายวิจัยศึกษา คงประมาณการกําไรปี 2567 ที่ 250 ล้านบาท โต 47% จากปีก่อน
แนะนํา “Outperform” บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG พร้อมให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 92.75 บาท/หุ้น โดยกําไรสุทธิช่วง 9 เดือน 2567 ออกมามีสัดส่วน 75% ของคาดการณ์กําไรทั้งปี 2567และแม้ในไตรมาส 4/67คาดกําไรยังเติบโตต่อเนื่องทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เชื่อว่าประมาณการกําไรมี Upside ไม่มากนัก ทําให้คงประมาณการกําไรปี 2567-2568 ไว้ที่ 2,749 ล้านบาท โต 43% จากปีก่อน และ 3,042 ล้านบาท โต 11% จากปีนี้ ตามลําดับ
แนะนํา “Outperform” บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI พร้อมมูลค่าพื้นฐานปี 2568 ที่ 2.22 บาท/หุ้น โดยประเมินยอดโอนฯ ไตรมาส 4/67 ทําจุดสูงสุดของปีในกรอบ 1-1.1 หมื่นล้านบาท หนุนให้กําไรปกติมีโอกาสทําจุดสูงสุดของปีในกรอบ 1.3-1.4 พันล้านบาท (ไตรมาส 3/67 และไตรมาส 4/66 อยู่ที่ 1.25 พันล้านบาท/ไตรมาส) ทั้งนี้ คาดกําไรปกติปี 2567 ที่ 4.8 พันล้านบาท โดย SIRI ยังมีจุดเด่นการลงทุน คือ ผลตอบแทนเงินปันผลจูงใจ ภายใต้คาดการณ์ช่วงครึ่งปีหลัง 2567 หุ้นละ 0.08 บาท หรือกว่า 4% และทั้งปีสูงกว่า 8% ต่อปี ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี PER เฉลี่ย 6 เท่า และ PBV 0.6 เท่า

