TISCO ยังเด่นที่ปันผล ! โบรกฯ คาดครึ่งหลังปี 67 ให้ผลตอบแทน 6%
หุ้นปันผลสัปดาห์นี้กลับมาพบกับอีกหนึ่งหุ้นธนาคารปันผลดีและเชื่อว่านักลงทุนระยะยาวหรือสายปันผลบางคนต้องมีติดอยุ่ในพอร์ตไม่มากก็น้อย นั่นคือ TISCO หรือ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ล่าสุดประกาศผลประกอบการปี 2567 ออกมาเป็นธนาคารแรกอีกเช่นเคย และหลังจากนี้จะเข้าสู่ช่วงปันผล ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่าในงวดครึ่งหลังของปี 2567 บริษัทจะให้ผลตอบแทนราว 6%
โดย TISCO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/67 ที่ 1.70 พันล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 1% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่าใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิเคราะห์และตลาดคาด โดยกำไรที่ปรับตัวลดลง เนื่องจาก 1. รายได้ดอกเบี้ย (NII) ที่ลดลง จากสินเชื่อรวมที่ลดลง และส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงเหลือ 4.90% จาก 4.97% ในไตรมาส 4/66 จากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น
2. ค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) เพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และการขยายสินเชื่อไปกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น และ 3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ที่เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาส 3/67 ตามค่าใช้จ่ายผันแปร อย่างไรก็ตาม ด้านคุณภาพสินทรัพย์เห็นพัฒนาการเชิงบวก โดย NPL Ratio อยู่ที่ 2.35% ลดลงจากไตรมาส 3/67 ที่อยู่ที่ 2.44% จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา TISCO จ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 2 บาทต่อหุ้น และในงวดผลประกอบการครึ่งหลังปี 2567 บล.กรุงศรี คาดการณ์ว่า TISCO จะจ่ายปันผลที่ 5.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 6% ส่วนในปี 2568 คาดจะจ่ายปันผลที่ 7.75 บาท คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 7.83%
ผลงานปี 68 ไม่เด่น แต่ปันผลยังสูง
ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 2568 ลง 4% และปี 2569 ลง 3.3% เพื่อสะท้อนมุมมองธุรกิจในปีนี้ที่ยังมีแรงกดดันจากการทยอยปรับเพิ่มระดับ Credit Cost ขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในกลุ่ม High Yield ที่เพิ่มขึ้น (เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนสูง)
โดย TISCO ตั้ง เป้า Credit Cost ที่ 1-1.2% เพิ่มขึ้นจาก 0.6% ในปี 2567 (เดิมฝ่ายวิเคราะห์คาดที่ 0.8%) ทั้งนี้บริษัทมีแผนจะชดเชยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นด้วยการกลับมาขยายสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ในกลุ่ม EV มากขึ้น เพราะสามารถสร้างรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมได้ดี บวกกับสินเชื่อในกลุ่มที่บริษัทยังมีสัดส่วนไม่สูง อย่างสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มือหนึ่ง
ส่วนสินเชื่อจำนำทะเบียนภายใต้แบรนด์ “สมหวัง” ในปีนี้ จะชะลอการเปิดสาขาใหม่ และหันมาเน้นการเพิ่มรายได้ต่อสาขามากขึ้น ทำให้ทิศทางของ Cost to Income Ratio มีแนวโน้มจะลดลง โดยคาดที่ 45.8% จาก 48.1% ในปี 2567 สำหรับ NIM มีทิศทางที่จะขยับขึ้นตามสัดส่วนของสินเชื่อ High Yield
แม้ผลดำเนินงานของ TISCO ไม่โดดเด่น จากการทยอยยกระดับการตั้งสำรองขึ้น แต่บริษัทยังสามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี อีกทั้งยังคงนโยบายจ่ายปันผลสูง โดยภายใต้ประมาณการของ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดระดับอัตราส่วนการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio) ที่ 85% คิดเป็นเงินปันผลสำหรับครึ่งหลังปี 2567 ที่หุ้นละ 5.3 บาท หรือ Dividend Yield ราว 5.4% และปันผลปี 2568 ที่หุ้นละ 7.4 บาท คิดเป็น Dividend Yield ราว 7.4% จึงมองว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจ และคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานปีนี้ใหม่ที่ 107 บาท

