สรุปความเห็น 5 นักวิเคราะห์ จะเทรดหุ้นอย่างไรเมื่อล็อกดาวน์
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลดลงแรง โดยช่วงบ่ายปรับตัวลดลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 1,540 จุด หรือลดลง 36.04 จุด จากความกังวลว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 10,000 คนต่อวันในสัปดาห์หน้า ขณะที่วันนี้เอง (8 ก.ค.64) ยอดผู้ติดเชื้อก็ทำสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่องไปแตะที่ระดับ 7,058 ราย และวานนี้มีกระแสข่าวว่า ศบค.ชุดใหญ่จะประชุมในวันศุกร์นี้ ซึ่งอาจมีมาตรการที่คุมเข้มการแพร่ระบาดมากขึ้น
ดังนั้นจึงส่งผลให้นักลงทุนมีความกังวลต่อการประกาศมาตรการที่ชัดเจน โดย Wealthy Thai ได้รวบรวมความเห็นจาก 5 นักวิเคราะห์มาให้กับนักลงทุนรับทราบว่า สถานการณ์การซื้อขายหุ้นต่อจากนี้ควรจะทำอย่างไร รวมไปถึงกลุ่มหุ้นไหนที่สามารถทยอยเข้าซื้อได้ หากมีมาตรการต่างๆ ที่ชัดเจนออกมาแล้ว
เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการซื้อหุ้น
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้ความเห็นกับ Wealthy Thai ว่า หากดูตัวอย่างมาเลซีย ซึ่งมีลักษณะการล็อกดาวน์คล้ายไทย คือ เป็นการล็อกดาวน์แบบก้ำกึ่ง ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อ Covid-19 ไม่ได้ลดลง
ในขณะที่ไต้หวันมีการล็อกดาวน์แบบจริงจัง ซึ่งตลาดหุ้นได้รับผลกระทบหนักแต่เป็นแค่ระยะสั้น หลังจากนั้นดัชนีก็สามารถฟื้นตัวกลับมาทำนิวไฮได้ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่ารัฐบาลจะประกาศล็อกดาวน์ในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ค. 64) เพราะต้องมีระยะเวลาให้ประชาชนเตรียมตัว และจะเริ่มอย่างจริงจังในวันจันทร์หน้า (12 ก.ค. 64)
สำหรับคำแนะนำการลงทุน มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการซื้อหุ้นโดยเฉพาะหุ้นที่ปรับตัวลงมาเยอะและ upside เปิด ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ในประเทศมากด้วย เช่น หุ้นในกลุ่ม Global Play
แนะนำลงทุนกลุ่ม Defensive
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ทางธนาคารกลางของสหรัฐส่งสัญญาณจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นจึงส่งผลให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่เข้ามากระทบเพิ่มเติมอีกจึงส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง
อย่างไรก็ตามแนะนำนักลงทุนให้รอดูสถานการณ์ความชัดเจนต่างๆจากนโยบายของภาครัฐที่จะมีผลต่อการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 โดยประเมินแนวรับถัดไปที่ระดับ 1,520 จุด และระดับ 1,450 จุด ซึ่งกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนควรจะเลือกลงทุนด้วยการเข้าสะสมจะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาด หรือกลุ่ม Defensive เช่นหุ้นกลุ่มสื่อสาร รวมถึงกลุ่มหุ้นที่มีผลประกอบการโต และมีการจ่ายเงินปันผลที่ดี
หากประกาศล็อกดาวน์เป็นจังหวะ “ซื้อ”
ขณะที่นายภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า หากมีการประกาศมาตรการล็อกดาวน์ถือเป็นจังหวะที่นักลงทุนควรเข้าสะสม เพราะการล็อกดาวน์จะช่วยส่งผลให้ยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่มีโอกาสลดลง
แต่อย่างไรก็ตามหากภาครัฐยังไม่มีมาตรการออกมาควบคุม และยังไม่มีมาตรการควบคุมที่ชัดเจนจะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงได้อีก ซึ่งหากเป็นในกรณีนี้แนะนำนักลงทุนควรจะถือเงินสดไว้ในมือเพื่อรอความชัดเจน
ทั้งนี้หากมีการล็อกดาวน์กลุ่มหุ้นที่น่าเข้าลงทุนทยอยซื้อแบบสะสม เพื่อรอตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้ายังคงเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า กลุ่มโรงแรม สนามบิน ทั้งนี้ประเมินแนวรับถัดไปที่ระดับ 1,530 จุด
ด้านนายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผูจัดการประธานสายธุรกิจรายย่อย บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า หากมองภาพในอนาคต มีโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะน้อยลง และการท่องเที่ยวจะกลับมาฟื้นตัว ซึ่ง 3 เดือนข้างหน้าจะเริ่มเห็นทิศทางเศรษฐกิจในประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะการบริโภค การส่งออก ฯลฯ เริ่มกลับมาฟื้นตัวแล้ว เหลือเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งโชคดีที่เงินเฟ้อในไทยไม่ปรับขึ้น
โดยเดือนมิ.ย. อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ที่ 1.2% ทั้งนี้ หากภาครัฐประกาศล็อกดาวน์เมื่อไหร่ คาดว่าหุ้นไทยน่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว โดยหุ้นบางกลุ่มอาจไม่ได้รีบาวน์ เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศ แต่หุ้น Domestic Play ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศจะปรับตัวขึ้น
ส่วนคำแนะนำการลงทุน มองว่าหากภาครัฐประกาศล็อกดาวน์จะเป็นจังหวะเข้าซื้อหุ้น Domestic Play เช่น กลุ่มค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง และธนาคาร ขณะเดียวกันไม่แนะนำหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะคาดว่าจะโดน Take Profit ในต่างประเทศ
กรณีเลวร้ายสุดแนวรับหลุดไปที่ 1,478 จุด
ด้านนายกรภัทร วรเซษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย และบริการการลงทุน ด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมองว่า ภาพรวมของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นช่วงที่ผันผวนในเชิงลบ จากความเสี่ยงของตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันจากไวรัส Covid-19 ที่เพิ่มสูงขึ้น และจะนำไปสู่มาตรการที่เข้มงวดเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันจึงส่งผลให้ตลาดกังวลต่อการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ และอาจจะส่งผลกระทบเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว สายการบิน และกลุ่มค้าปลีกให้ฟื้นตัวได้ช้ากว่าคาด แนวรับถัดไปหลังจากที่จะหลุด 1,550 จุด มองว่า จะลงมา 1,500 - 1,510จุด ในรอบแรก และหากมีกรณีที่แล้วร้ายลงอีกดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,478 จุด
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจจะเข้าลงทุน ซึ่งเป็นหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เช่นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ KCE-HANA กลุ่มส่งออกอาหารอย่าง TU-ASIAN และกลุ่มที่ผลประกอบการดี และมีการจ่ายเงินปันผล TVO-TOA รวมถึงกลุ่มเครื่องดื่ม ICHI-SAPPE ซึ่งสามารถลงทุนได้ ขณะที่หุ้นกลุ่มธีมเปิดเมืองอาจจะยังต้องชะลอรอไปก่อน
