เจาะลึกหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ทำไมราคาหุ้น ถึงยังได้ไปต่อ

ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะหุ้นคู่หู อย่างบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE กับ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ ยังคงเป็นหุ้นที่อยู่ในจอเรดาร์ของเหล่านักลงทุน และนักวิเคราะหลายค่ายประสานเสียงสนับสนุนเชียร์แนะนำให้ “ซื้อลงทุน” กันอยู่เพราะถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะวิ่งพรวดไปไกลสุดฟ้าแล้ว หากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน


โดย หากเราย้อนกลับไปดูราคาหุ้นของ KCE ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พบว่าราคาหุ้นอยู่ที่ 42.50 บาท ซึ่งจากนั้นใช้ระยะเวลา 6เดือนราคาหุ้นขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 77 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นกว่า 85% หรือ 35.50 บาท ขณะที่ HANA ตั้งแต่ต้นปี ราคาหุ้นยังอยู่แค่เพียง 40.50 บาท ภายในระยะเวลาครึ่งปีราคาหุ้นขยับเพิ่มไปที่ทำจุดสูงสุดที่ 71.25 บาท เพิ่มขึ้น 79.25% อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้น KCE และ HANA วิ่งแรงไม่มีพักขนาดนั้น


และในขณะเดียวกันยังมีหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แถว 2 ที่ราคาทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากกลุ่มผู้นำทั้งสองตัว ได้แก่ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET หนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ซึ่งชิ้นส่วนที่ผลิตก็จะเป็นประเภท อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้น CCET พุ่งไปทำนิวไฮที่ 3.78 บาท ในช่วงเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 89%


นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่เกี่ยวกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่น่าจับตามองอีกหนึ่งบริษัท คือ บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ซึ่งหากนักลงทุนลองนั่งไล่ย้อนดูก็จะพบว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นของ SMT ปรับเพิ่มขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 6.95 บาทเพิ่มขึ้นกว่า 161%


สำหรับประเด็นการเลือกลงทุนนั้น นักลงทุนจะต้องรู้ก่อนว่า แต่ละบริษัทนั้นขายของชนิดไหน และขายให้กับอุตสาหกรรมไหนกันบ้าง เพื่อที่จะได้จับตาดูเทรนด์ธุรกิจนั้นๆ ขณะเดียวกันยังรวมไปถึงความถูกความแพงของราคาหุ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผลประกอบการ รวมถึงโอกาสและแนวโน้มธุรกิจในอนาคตก่อนอื่นเลยนั้น ทีมงาน Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาดูว่าแต่ละบริษัทนั้นขายอะไรกันบ้าง



ลักษณะธุรกิจ

KCE ผู้ผลิตแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้เวลามีข่าวยอดขายรถยนต์ทั้งในประเทศและที่ต่างประเทศเติบโต ก็จะส่งผลดีต่อผลประกอบการของ KCE


HANA ผู้ผลิตแผงวงจร PCBA ที่ใช้ในอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ทำให้เวลามีข่าวเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือออกรุ่นใหม่หรือขายดีหุ้น HANA ก็จะได้รับผลดีตามไปด้วยเช่นกัน


SMT รับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยชิ้นส่วนหลักที่สำคัญในการขายคือ กลุ่มชิ้นส่วนใยแก้วนำแสง(Fiber Optics Component) ซึ่งจะเติบโตตามเทรนด์การลงทุนของกลุ่มโทรคมนาคม(Telecom) นั่นเอง


CCET ผลิตสินค้าอีเล็คโทรนิคส์(EMS) และผลิตสินค้าสำหรับแบรนด์สำคัญทั่วโลก อุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมเช่นกล่องรับสัญญาณ เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น Smart TV


ทั้งนี้จะพบว่า สินค้าของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกันพอสมควร ถ้าจะลงทุนหุ้นบริษัทไหน จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า แนวโน้มธุรกิจไหนที่เริ่มกลับมาฟื้นตัว หรือมีแนวโน้มเติบโตได้ในอนาคต ขณะเดียวกันยังคงต้องดูเรื่องค่าเงินบาทประกอบการพิจารณาด้วย ถ้าแนวโน้มอ่อนค่า ก็จะทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันได้ดีขึ้น และต้องติดตามต้นทุนการผลิต เช่น ทองแดง เพราะจะมีผลให้ต้นทุนเพิ่มหรือลดได้เช่นกัน



มุมมองทางธุรกิจ

ในลำดับถัดไป เราจะมาวิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจจากมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มีความเชี่ยวชาญ โดยนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ยังคงมุมมองเชิงบวกหุ้นในกลุ่มส่งออก รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (KCE,HANA, CCET และ SMT) จาก Lead Time การผลิตชิปทั่วโลก ใน พ.ค. พุ่งสู่ 18 สัปดาห์ สูงสุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมหมวดอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ใน พ.ค. สูงสุดรอบ 14 เดือน



วิเคราะห์รายตัว

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” หุ้น KCE โดยประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 90 บาทต่อหุ้น โดยคาดกำไรหลักในไตรมาส 2/64  จะอยู่ที่ 524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 615% จากปีก่อน และ เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน โดยสาเหตุที่เติบโตโดดเด่นจากปีก่อน เพราะจากฐานต่ำในที่มีการระบาดหนักของ Covid-19


ขณะที่เติบโตจากไตรมาส 1/64 จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นเป็น 27%  จากเดิมอยู่ที่ 25% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก 1) ค่าเงินบาทอ่อนค่า 2) ราคาขายดีขึ้นในช่วง พ.ค. 64 ช่วยชดเชยราคาทองแดงที่ปรับตัวขึ้น โดยเราประเมินรายได้สกุล USD อยู่ที่ 115 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 71% จากปีก่อน จากยอดส่งออก PCB ในช่วง 2 เดือนแรกของในช่วงไตรมาส 2/64


ดังนั้น คงประมาณกำไรสุทธิปี 64 ไว้ที่ที่ 2,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97%  และปี 65 ที่ 3,374 ล้านบาท เพิ่มขึ้น52% เนื่องจากเรามองว่าบริษัทยังอยู่ในช่วงการเติบโตจากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงขาขึ้น และแผนการขยายกำลังการผลิตของบริษัทที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


โดยในช่วงปลายปี 64 จะเพิ่มขึ้น 600,000 ตร.ฟุต/เดือน และปี 65 เพิ่มขึ้น 700,000 ตร.ฟุต/เดือน คิดเป็นกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น +45% ของกำลังการผลิตปัจจุบัน โดยเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้ากลุ่ม special grade ซึ่งมีมาร์จิ้นสูง ซึ่งจะช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมของบริษัทปรับตัวดีขึ้น


นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” HANA โดยให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 72 บาทต่อหุ้น จากปัจจัยบวกคือคาดงบไตรมาส 2/64  จะทำได้ 689 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129%จากไตรมาสก่อน ซึ่งเติบโตเด่นมากเพราะคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มทั้งรถยนต์ เทเลคอม อุตสาหกรรม


ดังนั้นทำให้ HANA ใช้กำลังการผลิตเกือบเต็มในโรงงานอยุธยา-ลำพูน-สหรัฐ ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะช่วยเรื่องมาร์จิ้นให้ดีขึ้นด้วย ส่วนข่าว chip shortage ลูกค้าทุกกลุ่มยังสั่งซื้อตามปกติ แต่เรื่องวัตถุดิบผลิตเซมิคอนดักเตอร์คือลวดทองแดงเริ่มมีระยะเวลาในการสั่งซื้อนานขึ้น อาจทำให้สายการผลิตเซมิฯของ HANA ใช้กำลังการผลิตได้ไม่เต็มที่ในช่วงไตรมาส 3/64


อย่างไรก็ตามเรายังคาดกำไรสุทธิโต 22% ในปี 64 ที่ 2,325 ล้านบาท ปัจจัยบวกในอนาคตคือการเร่งปรับปรุงโรงงานจีนรับกระแส “Made in 2025” ที่จีนจะทำ tech center ของจีนเองและพึ่งพาสหรัฐน้อยลง ด้วยฐานะทางการเงินของ HANA ที่มีเงินสดถึง 9,000 ล้านบาท และไม่มีหนี้ทำให้ HANA เร่งลงทุนในอยุธยาและจีนได้ง่าย


นอกจากนี้ HANA กำลังพัฒนาสินค้าใหม่คือ Power management Semiconductor หรือ SiC ซึ่งมาร์จิ้นสูง ใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น EV car น่าจะเห็นรายได้ในปี 65


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภายใต้กระแสการโยกย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งเรามองว่า SMT ซึ่งสามารถผลิตในลักษณะ Box Build ได้จะได้รับประโยชน์จากการที่ผู้ผลิตต้นทางพยายามหลีกเลี่ยง การประทับสินค้าด้วยคินว่า “ Made in China” ประเมินราคาเป้าหมายปี’65 ที่ 7.90 บาท อิง PE 24 เท่า



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่