GFC วางเป้ารายได้ปี 68 โต 20% รับปักธงครบ 3 สาขา ลุยให้บริการเต็มพิกัด ซุ่มหาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ลุ้นดีลแรกชัดเจนครึ่งหลังปีนี้
GFC ตั้งเป้ารายได้ปี 2568 เติบโต 20% รับเปิดให้บริการครบ 3 สาขา เดินหน้าขยายฐานลูกค้าจีน CLMV อินเดีย และตะวันออกกลาง คาดปีนี้สัดส่วนรายได้ลูกค้าต่างชาติแตะ 10% พร้อมลุยหาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ครอบคลุมบริการต้นน้ำ-ปลายน้ำ คาดดีลแรกชัดเจนช่วงครึ่งหลังปี 2568
นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GFC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2568 เติบโต 20% โดยมีปัจจัยหนุนจากการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก ครบทั้ง 3 สาขา ได้แก่ GFC อุบลราชธานี, GFC พระราม 9 และ GFC พระราม 3 ควบคู่ไปกับแผนการขยายฐานกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
นายกรพัส อัจฉริยมานีกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเนซีส เฟอร์ทิลีตี เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GFC เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2568 เติบโต 20% โดยมีปัจจัยหนุนจากการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก ครบทั้ง 3 สาขา ได้แก่ GFC อุบลราชธานี, GFC พระราม 9 และ GFC พระราม 3 ควบคู่ไปกับแผนการขยายฐานกลุ่มลูกค้าต่างชาติ
โดย GFC สาขาพระราม 9 เตรียมเปิดให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ก.พ. นี้ โดยสาขานี้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คที่สำคัญของกรุงเทพฯ ที่จะยกระดับการให้บริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากอย่างครอบคลุม รวมถึงยังสามารถรองรับลูกค้าต่างประเทศได้เต็มรูปแบบ มีห้องวิจัยและห้องปฏิบัติการสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยห้องประชุมสัมมนาวิชาการทางการแพทย์ ศูนย์ฝึกอบรมนักเทคนิคการแพทย์ภายในของกลุ่มบริษัท (In-house training) เพื่อเป็นการบริหารทรัพยากรบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ สาขาของ GFC ทั้ง 3 แห่ง จะให้บริการผู้เข้ารับการรักษาสำหรับผู้มีบุตรยากได้ครอบครบทุกมิติ ตั้งแต่การตรวจเบื้องต้น, การรักษาด้วยวิธี ICSI, การฝากไข่ และการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน PGT-A รวมถึงชูนวัตกรรมการนำเอาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ PGT-A Plus มาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจความผิดปกติของพันธุกรรมตัวอ่อนก่อนการฝังตัว เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรองหาตัวอ่อนที่มีความสมบูรณ์และเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ ซึ่งทุกสาขาจะร่วมขับเคลื่อนการสร้างรายได้สู่ New S-Curve ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป
สำหรับแผนการขยายฐานลูกค้าต่างชาติ บริษัทยังเน้นกลุ่มลูกค้าจีนเป็นหลัก และได้ศึกษาการขยายตลาดเจาะกลุ่มลูกค้า CLMV ลูกค้าอินเดีย รวมถึงลูกค้าตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีดีมานด์และกำลังทรัพย์สูงในการเข้ามารับการรักษา โดยปัจจุบันบริษัทได้เซ็นสัญญากับ Agency เพื่อเป็นตัวแทนในการประสานกับลูกค้าจีนและเมียนมาร์แล้ว 4 ราย รวมถึงเตรียมเซ็นสัญญากับเซ็นตะวันออกกลางเพิ่มเติม ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนรายได้จากลูกค้าต่างประเทศในปี 2568 จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 10% จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 5%
นอกจากนี้ บริษัทมองว่าการ “ฝากไข่” ซึ่งเป็นเทรนด์ของผู้หญิงยุคใหม่ในปัจจุบันถือเป็น Asset หรือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากเป็นหลักประกันที่เพิ่มโอกาสในการมีลูกในอนาคต เพราะ Asset ดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญในธุรกิจนี้มากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งในธุรกิจในการให้บริการที่จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต
ส่วนแนวโน้มในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะแสวงหาโอกาสเติบโตแบบ Inorganic ผ่านการลงทุนของบริษัทลูก หรือ การร่วมทุน ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจบริการรักษาภาวะมีบุตรยาก เพื่อขยายการให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เช่น บริการดูแลสุขภาพที่จะช่วยเพิ่มความสำเร็จของการรักษา และน้ำยาเลี้ยงตัวอ่อน เป็นต้น โดยทุกดีลต้องมีราคาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของดีลแรกในอนาคตอันใกล้หรือช้าสุดในช่วงครึ่งหลังปี 2568
ขณะที่แนวโน้มธุรกิจบริการรักษาภาวะมีบุตรยากในปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในไทยมีแนวโน้มเติบโต 6.2 % จากปี 2567 โดยมีมูลค่ากว่า 6.3 พันล้านบาท ตามความต้องการใช้บริการที่ยังเพิ่มขึ้นจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สอดคล้องไปกับเทรนด์ของโลก โดยในปี 2568 มูลค่าตลาดของผู้รับบริการชาวไทย คาดว่าจะขยายตัว 5.0% จากค่านิยมมีบุตรช้าลง จากปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ที่มีความซับซ้อน จึงทำให้ต้องพึ่งพาวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าตลาดผู้รับบริการชาวต่างชาติ คาดว่าจะขยายตัว 7.6% โดยมีแรงหนุนจากราคาและคุณภาพบริการที่ยังโดดเด่น รวมถึงการขยายตลาดใหม่ของธุรกิจ
“หากพิจารณาจากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะเห็นได้ว่ามูลค่าตลาดให้บริการรักษาภาวะผู้มีบุตรยากทั่วโลกยังมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในไทยก็เป็นหนึ่งประเทศที่มีดีมานด์การเข้ารับการรักษาผู้มีบุตรยากสูงเช่นเดียวกัน จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ จึงเป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสสำหรับคนมีบุตรยาก กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจเมกะเทรนด์ของโลกที่น่าจับตา และถือเป็นการส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมอุตสาหกรรม รวมถึง GFC ที่จะมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นายกรพัส กล่าว
Most Viewed
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 23 hours ago
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 52 minutes from now
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 1 day ago
Follow Us
