Official Update :

PTTGC เผยซื้อ Allnexสุดคุ้ม หนุนอิบิทด้าเพิ่ม 400 ล้านยูโร ย้ำ 1+1 ต้องมากกว่า 2

หลังจากที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ประกาศการเข้าซื้อกิจการบริษัทใหญ่ในประเทศเยอรมนี ด้วยจำนวนเงินกว่า 1.4 แสนล้านบาท ล่าสุดได้จัดงานแถลงข่าว โดยนายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ออกมาระบุว่า การเข้าซื้อ Allnex มูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นตัวเลขสูงสุดของการเข้าซื้อกิจการ PTTGC อย่างไรก็ตามมองว่าการเข้าลงทุนครั้งนี้คิดเป็นประมาณ 10 เท่าของ EBITDA ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม และยืนยันว่า 1+1 ต้องไม่เท่ากับ 2


ทั้งนี้การลงนามสัญญาในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการปรับ Portfolio เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ และสร้างความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านธุรกิจเคมีภัณฑ์ รวมถึงผสานนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งบริษัทจะยังคงบทบาทในการเป็นพันธมิตรด้านกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อพัฒนาตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ allnex และขยายไปยังตลาดเกิดใหม่ผ่านการลงทุนในอนาคต


โดยในฐานะผู้นำระดับโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์ Coating Resins allnex ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มสารเคลือบและสารเติมแต่งสำหรับใช้กับวัสดุทุกประเภท เช่น ไม้ เหล็ก พลาสติก เป็นต้น รวมถึงเป็นผู้นำในการนำเสนอโซลูชั่นการพัฒนาแอพพลิเคชันการเคลือบต่างๆ  allnex มีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านยูโร หรือ 74,167.2 ล้านบาท (ที่อัตราแลกเปลี่ยน 37.08 บาท ต่อ 1 ยูโร) โดยมี EBITDA Margin อยู่ที่ 17 – 19%


นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายโรงงานการผลิตที่ทันสมัย 33 แห่งใน 18 ประเทศ ศูนย์การวิจัยและเทคโนโลยีอีก 23 แห่ง มีพนักงานประมาณ 4,000 คนทั่วโลก ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน allnex จึงเป็นผู้นำกว่า 70 ปี ในการผลิตและพัฒนานวัตกรรม Coating Resin สามารถใช้กับเทคโนโลยีการเคลือบที่หลากหลายและครอบคลุมการใช้งานในอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ เหล็ก ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น คาดว่าขบวนการซื้อขายจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2564 หลังจากนั้นจะรับรู้รายได้และกำไรเข้ามาทันที โดยคาดจะทำให้ปี 2565 เติบโตก้าวกระโดด โดยคาดว่ารายได้จะเติบโตราว 10% และ EBITDA margin จะสูงขึ้นอีกด้วย


โดย allnex มีผลกำไรที่แข็งแกร่ง และยังเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังมีการวางกลยุทธ์ในการเจริญเติบโต 3 ด้านอย่างชัดเจน ได้แก่ ความเป็นผู้นำในตลาด Coating Resins คุณภาพสูง มุ่งแสวงหาการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดใหม่ๆ และมุ่งมั่นพัฒนาสารเคลือบที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม เราพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทีมงาน allnex เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต เสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ และสร้างคุณค่าให้กับสังคมร่วมกัน พร้อมทั้งให้การสนับสนุนชุมชนและสิ่งแวดล้อม


นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า บริษัทมีแผนการเติบโตตลอดเวลา โดยอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม ในกิจการที่น่าสนใจ แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าปีนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคงไม่มีดีลขนาดใหญ่อย่าง allnex ขณะที่ภาพรวม PTTGC ในปี 64 คาดว่าจะมียอดขายเติบโตประมาณ 8-10% จากปีก่อน


ด้านนางสาว ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC กล่าวว่า ปัจจุบันมาร์จิ้นของ PTTGC ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และบริษัทมีเงินสดในมือจำนวนมากกว่า 1 แสนล้านบาท รวมทั้งมีเงินจากการขายหุ้น  GPSC ราว 23,000 ล้านบาท และวงเงินทางการค้ากว่าที่จะขยายอายุการชำระวัตถุดิบราว 32,000 ล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ซึ่งทั้ง PTTGC และallnex มีผลประกอบการที่ดี ดังนั้นดีลครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อความสามารถในการจ่ายเงินปันผลแต่อย่างใด


สำหรับการได้มาของกิจการดังกล่าวทำให้ปลดล็อกให้เกิดการเจริญเติบโต โดยคาดกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 10%  ส่วนEBITDA Margin เพิ่มขึ้น 2% (สนับสนุนจาก EBITDA margin ที่เสถียรของ alinex ที่ 17% และยังทำให้ EBITDA ผันผวนน้อยลงจากวัฏจักรเป็นเสถียร และการทำงานร่วมกันเพิ่มเติม ประกอบกับผลประโยชน์และการลดต้นทุนทางการเงิน และ การเข้าถึงตลาดทุนใหม่ เช่น ตลาดยุโรป หรือ จีน ซึ่งจะตอบโจทย์ในอนาคต


ดังนั้นดีลดังกล่าวเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนราว 13-14% โดยจะทำให้ EBITDA เพิ่มขึ้นราว 400 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งเป็นผลกระทบที่ดีต่องบการเงินบริษัท จึงเชื่อว่าดีลครั้งนี้ จะทำให้บริษัทสามารถเติบโตในกลยุทธ์ที่เรียกว่า Step Out ที่จะส่งผลดีต่อบริษัท

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”