Official Update :

TEGH อีกหนึ่งหุ้นยางพาราปันผลดี คาดปี 68 ให้ผลตอบแทนถึง 7%

หุ้นปันผลสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ขอนำเสนอ TEGH หรือ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติและผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และยังเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานทดแทนประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรรายใหญ่ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับสูงถึง 7%


โดย TEGH มีนโยบายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทในแต่ละปีหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในปี 2567 บริษัทประกาศจ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 0.21 บาท คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 226.80 ล้านบาท หรือคิดอัตราส่วนเงินปันผลต่อกำไร (Dividend Payout) ที่ 79.56% ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่านโยบายของบริษัท


ส่วนแนวโน้มการจ่ายปันผลในปี 2568-2569 อาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัดคาดการณ์ว่า TEGH จะจ่ายปันผลปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.27 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 7.8% และปี 2569 คาดจะจ่ายในอัตราหุ้นละ 0.31 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 9.2%


รวมถึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเหมาะสมที่ 5 บาท โดยมองว่าหุ้น TEGH เหมาะสำหรับการซื้อลงทุนระยะยาว  ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 1/68 จะเติบโตได้จากไตรมาส 1/67 จากธุรกิจยางพาราที่คาดเติบโตทั้งด้านปริมาณขายและราคาขายเฉลี่ย


ฝ่ายวิเคราะห์คาดปริมาณขายยางพารา (ยางแท่ง และน้ำยางข้น) ที่ 70,000 – 74,000 ตัน เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน และราคาขายเฉลี่ยที่ราว 70 บาท/กก. เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน ตามราคายาง SICOM ที่สูงขึ้น และปริมาณสัดส่วนยาง EUDR ที่เพิ่มขึ้น แต่คาดกำไรจะชะลอลงจากไตรมาส 4/67 เนื่องจาก GPM คาดปรับลง จากราคาต้นทุนวัตถุดิบยางที่สูงขึ้นมากกว่าราคาขายเฉลี่ยที่ปรับขึ้น ประกอบกับสัดส่วนรายได้ยาง EUDR คาดปรับลดลงอ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้าเล็กน้อย


ทั้งนี้ บริษัทให้ข้อมูลสถานการณ์ยาง EUDR ในปัจจุบันลูกค้ายุโรป และแบรนด์ขนาดใหญ่ยังมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง เพราะลูกค้าบางส่วนเดินหน้าผลิตและจำหน่ายล้อยางมาตรฐาน EUDR แล้ว อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์คาดปริมาณขายยาง EUDR จะลดลงในครึ่งแรกปี 2568 มาอยู่ที่ราว 25-30% ของปริมาณขายรวม (ไตรมาส 4/67 อยู่ที่ราว 50%) แต่จะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงในการเลื่อนการบังคับใช้กฎดังกล่าวอีกรอบ ขณะที่ราคาขาย การกำหนดราคาเปลี่ยนมาอิงกับ SICOM จากเดิมอิงราคาต้นทุนวัตถุดิบของกยธ. แต่ยังมี GPM ที่สูงกว่ายางแท่งแบบปกติ


ด้านธุรกิจน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) บริษัทตั้งเป้า Turnaround ในปี 2568 ปัจจุบันสถานการณ์ผลผลิตปาล์มยังออกสู่ตลาดน้อย คาดจะดีขึ้นในไตรมาส 2/68 เป็นต้นไป ขณะที่การตั้งสำรองสินทรัพย์ในไตรมาส 4/67 จะทำให้บริษัทรับรู้ค่าเสื่อมราคาลดลงปีละราว 30 ล้านบาท หนุนกำไรสุทธิ


สำหรับธุรกิจพลังงานหมุนเวียน (TEBP) จะเริ่มรับรู้รายได้จากการจำหน่าย Bio gas ให้กับ GGC เต็มปีเป็นปีแรก ช่วยหนุนรายได้ราว 120 ล้านบาท และมีแผนขยายกำลังการผลิตทั้งธุรกิจบริหารจัดการขยะ และ Bio gas ที่ 18% และ 48% จากปีก่อน ตามลำดับ


นอกจากนี้บริษัทมีแผนในการ Spin Off ธุรกิจดังกล่าว (TEBP) ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากบริษัทเห็นโอกาสในการเติบโตธุรกิจอีกมาก ผ่านการขยายสู่การเป็นผู้ให้บริการ Net Zero Solution (ออกแบบและปรับปรุงการดำเนินงานให้มีความยั่งยืน) ให้กับลูกค้าโรงงานภายนอก รวมถึงการขยายสู่ธุรกิจเทคโนโลยีด้านความยั่งยืนอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยปลดล็อกมูลค่าธุรกิจดังกล่าว คาดจะมีความชัดเจนมากขึ้นในกลางปี และเป็น Upside ต่อประมาณการ


อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าปี 2568 รายได้เติบโตที่ 40% จากปีก่อน สูงกว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์ที่คาด 9% ค่อนข้างมาก จากเป้าหมายการเติบโตในทุกธุรกิจ และคงเป้าปริมาณขายยางปีนี้ที่ 2.5 – 2.8 แสนตัน เพิ่มขึ้น 15-20% จากปีก่อน เบื้องต้นฝ่ายวิเคราะห์คงประมาณการกำไรปกติปี 2568 ที่ 723 ล้านบาท โต 21.2% จากปีก่อน และมีโอกาสปรับขึ้นหากแนวโน้มกำไรครึ่งแรกปีนี้แข็งแกร่งกว่าที่ประเมินไว้