Official Update :

จับตา Reciprocal Tax สหรัฐฯ อาจกระทบเศรษฐกิจ-หุ้นไทย โบรกฯ คาด SET พักฐาน แต่มีโอกาสฟื้น แนะถือหุ้นคุณภาพสูง ฝ่าความผันผวน

นโยบายการขึ้นภาษีเท่าเทียม หรือ Reciprocal Tax ของสหรัฐฯ สำหรับ 15 ประเทศ ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 2 เมษายนนี้นั้น ได้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก และเนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นด้วย นักวิเคราะห์จากหลากหลายแห่งจึงมองว่ามีโอกาสที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยจะโดนกระทบไปด้วย อย่างไรก็ตาม หลายแห่งคาดว่าผลกระทบดังกล่าวยังจะมีค่อนข้างจำกัด


โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด หรือ InnovestX มองว่าความเสี่ยงด้านสงครามการค้า โดยเฉพาะ Reciprocal Tariff อาจทำให้ GDP ไทยปี 2568 ลดลงจาก 2.5% เหลือเพียง 2.0% หรือต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม Valuation ของหุ้นไทย ที่ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับก่อนเกิด COVID-19 ก็ทำให้หุ้นไทยเริ่มกลับมาน่าสนใจในแง่มูลค่า จึงคาดว่า SET Index มีโอกาสฟื้นตัวที่ระดับ 1300-1350 จุดในช่วงไตรมาส 2/2568 ด้าน Krungsri Research มองว่า Reciprocal Tax จะมีผลกระทบต่อ GDP และ การส่งออกของไทยในระดับปานกลางในไทย (มีผลเสียต่อ GDP และการส่องออกสูงสุดในเม็กซิโก)


ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่านโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะทำให้ตลาดหุ้นไทยพักตัวลงตามในไตรมาส 2/68 แต่ด้วยความที่ SET Index ปรับฐานรับความกังวลข้างต้นไปล่วงหน้าแล้ว โดยประเมินว่าการปรับตัวลงของ SET Index ราว 6-7% มาจากความกังวลด้านสงครามการค้า (จากการปรับตัวลงรวม 15% นับตั้งแต่ต้นปี) ซึ่งเมื่อรวมกับ Valuation ที่ไม่แพงในปัจจุบัน ก็ทำให้คาดว่า Downside Risk ในไตรมาส 2/68 จะไม่ต่ำกว่ากรอบ 1,100-1,150 จุด อย่างไรก็ตาม Upside ยังไม่เปิดกว้างในทันที เพราะในช่วง เม.ย. - พ.ค. มีหุ้นขนาดใหญ่ขึ้นเครื่องหมาย XD (Exclude Dividend) นอกจากนี้ คาดว่าตลาดจะยังกังวลกับปรากฏการณ์ Sell in May จนกว่าจะมีปัจจัยบวกใหม่มาหักล้าง


ส่วนบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ความกังวลจากการปรับขึ้นภาษีของนำเข้าของสหรัฐฯ กับนานาประเทศ อาจกระทบอุตสาหกรรมไทย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ (สัดส่วน 30-35% ของมูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐฯ) ยานยนต์และชินส่วน (15-20%) และผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหาร (10-15%) เป็นหลัก ซึ่งหากสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าอาจกระทบกับหุ้น DELTA, HANA, TU, ITC, AH, และ SAT


สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่มีความเสี่ยงจากสงครามการค้า InnovestX แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง มีรายได้หลักจากในประเทศ และได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำในไตรมาสนี้ ในกลุ่มโรงพยาบาลเชิงรับ ที่พร้อมรับรายได้จากในประเทศ ได้แก่ BCH ส่วนหุ้นบริโภคในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัว ได้แก่ CPALL, CPF สำหรับกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีที่มีความแข็งแกร่ง แนะนำ KTB, TRUE และสำหรับต่างประเทศ แนะนำลงทุนในตลาดจีนและ Emerging Markets ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีเงินปันผลสูง มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและมีลักษณะเชิงรับ เช่น Verizon, UnitedHealth, Iberdrola, Hong Kong Exchange, Trip.com, Tencent, Alibaba


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำซื้อหุ้นกลุ่ม Value & Dividend Play ที่มีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยหุ้นแนะนำ (7 Wonders) ใน 2025 คือ 3BBIF, BAM, CPALL, GULF, LHHOTEL, PINGAN80, PTTGC
Most Viewed
Stock of the Day
CPF ปักธงฟู้ดอิสเมดิซีน ส่งยูฟาร์มลุยฟู้ดฟังก์ชัน จับ “Butterbear” เนรมิตวิ่งหมูหมี ลุยตลาดซูเปอร์พรีเมียม หนุนพอร์ตโต
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“อสังหาฯ โลก” โอกาสลงทุนหลัง “ปรับฐาน” ครั้งใหญ่... พร้อมรับอานิสงส์วงจร “ดอกเบี้ยขาลง” !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ไม่ขัด รธน. โบรกฯ มองปลดล็อก Overhang การเมือง หนุนเสถียรภาพรัฐบาล หุ้นรับเหมาฯ-นิคมฯ เด่น
Updated 1 day ago
Stock of the Day
หุ้นไทยจ่อเปลี่ยนกลุ่มเล่น เงินเริ่มหมุนออกจากแบงก์ จับตาบอนด์ยิลด์สหรัฐฯ จ่อพีคเดือนต.ค. BGRIM-GPSC เด่น รับอานิสงส์ยีลด์ขาลง
Updated 13 hours ago
Stock of the Day
อนุทิน-SET-FETCO โรดโชว์นิวยอร์ก-ลอนดอน! ดึง 43 กองทุน AUM 48 ล้านล้านดอลลาร์ ลุ้นวัฏจักรลงทุนใหม่-ดันไทยสู่ New Economy
Updated 1 day ago
Follow Us