กรณีศึกษาเมื่อประเทศไทย เล็กเกินไปสำหรับกลุ่ม “PTT”
การแตกไลน์ธุรกิจในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปเพราะหลายบริษัทต่างก็มีกลยุทธ์ที่จะมุ่งเน้นให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของธุรกิจเดิมและเทรนด์แนวโน้มธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต รวมถึงการขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศ เพราะเนื่องด้วยไซส์ขนาดของบริษัทใหญ่เกินมากพอที่มีความแข็งแกร่งสามารถก้าวออกไปยังต่างประเทศ เช่นเดียวกันการลงทุนในกลุ่มธุรกิจของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT
โดยในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็นกลุ่มบริษัทในเครือ PTT กระจายการลงทุนไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ และขยายธุรกิจเดิมออกเป็นวงกว้างไปยังต่างประเทศ ตามกลยุทธ์ New S-Curve : Life Science อาทิ ธุรกิจยา ธุรกิจ Nutrition ธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ ประกอบกับการแตกไลน์ต่อยอดธุรกิจพลังงานด้วยการรุกธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า และผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้กักเก็บพลังงานร่วมกับยานยนต์ไฟฟ้าและโรงไฟฟ้าในอนาคต
แผน 5 ปีลงทุน 8.15 แสนล้าน
ก่อนหน้านี้ทาง PTT ประกาศแผนการลงทุนของกลุ่ม ในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2564-2568 มีวงเงินรวม 851,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้น 51% , ธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย 31% ,ธุรกิจ ปตท.โครงการสำคัญ อีก 12% และธุรกิจไฟฟ้าอีก 6%
ขณะที่แผนการลงทุนเฉพาะของ ปตท.ที่ได้รับอนุมัติจากบอร์ด ปตท.ให้ดำเนินการระหว่างปี 64-68 นั้น รวมเป็นวงเงิน 103,267 ล้านบาท ส่วนใหญ่นำไปลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ รวม 30,552 ล้านบาท และธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย วงเงิน 27,267 ล้านบาท และลงทุนโครงการ LNG Terminal 2 (หนองแฟ่บ) วงเงิน 22,150 ล้านบาท ขณะเดียวกันไม่รวมเงินลงทุน Provisional ที่จัดเตรียมไว้ 332,000 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุน LNG Value Chain และโครงการ Southern LNG Terminal และลงทุนในธุรกิจใหม่ ด้านพลังงานหมุนเวียน, Life sciences และพลังงานไฟฟ้า
ดีลและการลงทุนที่เกิดขึ้น
โดยเราจะเริ่มทยอยเห็นแผนการลงทุนของกลุ่มปตท.ตั้งแต่ในช่วงปลายปี 63 ที่ผ่านมา เช่นการเข้าไปธุรกิจยา ธุรกิจ Nutrition ธุรกิจอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งถือเป็นการแตกไลน์ทางธุรกิจก้าวสำคัญของ PTT เอง และการขยายธุรกิจไปยังเทรนด์แนวโน้มที่จะมาในอนาคตอย่าง ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการร่วมมือกับ Hon Hai Precision Industry Co., Ltd. (Foxconn Technology Group) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา ปตท. ได้เริ่มรุกเข้าสู่ EV Value Chain โดยจับมือพันธมิตรทางธุรกิจ ในการพัฒนา EV Charging Platform, EV Station รวมถึงการลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า
ขณะที่ทางฝั่ง GPSC ซึ่งเป็นแกนหลักในกลุ่ม PTT ที่เน้นด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ได้เดินหน้าขยายการลงทุนธุรกิจพลังงานใหม่ โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งเชื้อเพลิงทั่วไป หรือ เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ก๊าซธรรมชาติ,น้ำมัน และถ่านหิน และพลังงานหมุนเวียน ให้บรรลุเป้าหมายมีกำลังการผลิตในมืออย่างละ 8,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้ซื้อกิจการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในไทย และกำลังขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ
ล่าสุดประกาศดีลการลงทุนโรงไฟฟ้า 2 แห่งในต่างประเทศด้วยงบลงทุนรวมกว่า 30,000 ล้านบาท ได้แก่ โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในประเทศอินเดีย ขนาดกำลังการผลิต 3,744 MW มูลค่า 1.48 หมื่นล้านบาท และโครงการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน ขนาดกำลังการผลิตรวม 595 MW มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่ง 2 ดีลรวมกันมูลค่ารวมกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท
พร้อมทั้ง ได้เปิดตัวโรงงานผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน G-Cell นับเป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยี SemiSolid แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้น 30 MWh (เมกะวัตต์ชั่วโมง) ต่อปี ซึ่งสามารถขยายกำลังการผลิตของโรงงานนี้เพิ่มเป็น 100 MWh ต่อปี และตั้งเป้าก้าวสู่โรงงานผลิตเชิงพาณิชย์ขนาดเริ่มต้น 1 GWh (กิกะวัตต์ชั่วโมง) ต่อปี ในอีก 2 ปี
สำหรับในส่วนของธุรกิจที่สถานีบริการน้ำมัน และธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ภายใต้การดูแลของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ด้วยขยายธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน กับการ ใช้เงินลงทุนจำนวน 500 ล้านบาท ซื้อหุ้นร้านอาหาร "โอ้กะจู๋" สัดส่วน 20% ซึ่งถือเป็นการรุกธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทาง OR ในธุรกิจเดิมนั้นยังได้ขยายสถานีให้บริการน้ำมันไปยังกลุ่มประเทศสปป.ลาว และกัมพูชา ควบคู่ไปกับธุรกิจ Non-oil
ขณะที่ร้านคาเฟ่ อเมซอนของ OR มีสาขาต่างประเทศมากกว่า 200 สาขา ได้แก่ ประเทศกัมพูชา 150 สาขา ประเทศลาว 51 สาขา ประเทศฟิลิปปินส์ 15 สาขา ประเทศเมียนมา 8 สาขา ประเทศโอมาน 5 สาขา ประเทศสิงคโปร์ 3 สาขา ประเทศญี่ปุ่น 2 สาขา ประเทศมาเลเซีย 1 สาขา
ด้านการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีก็ถือว่ายังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาบริษัทให้ควบคู่ไปกับความเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดย PTTGC คิดการใหญ่ด้วยการลงทุนขนาด 1.48 แสนล้านบาท กับการซื้อหุ้นสามัญใน Allnex Holding GmbH (กลุ่มบริษัทเป้าหมาย) จาก Allnex Holdings S.à.r.l รวม 100% ที่ ราคา 3,575.9 ล้านยูโร หรือเทียบเท่ามูลค่าประมาณ 132,608 ล้านบาท และสัญญาเงินกู้ให้กลุ่มบริษัทเป้าหมาย จากAllnex S.à.r.l มูลค่า 426.3 ล้านยูโร หรือเทียบเท่ามูลค่าประมาณ 15,809 ล้านบาท
รวมถึงธุรกรรมซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ ใน Allnex Holding Germany II GmbH (“Holding II”) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเป้าหมาย จาก WP INVEST GMBH (“WP Invest”) เทียบเท่า 6% ของหุ้นทั้งหมดใน Holding II ราคา 1,744 ยูโร หรือเทียบเท่ามูลค่าประมาณ 64,673 บาท โดยผู้ขายจะดำเนินการให้ WP Invest โอนหุ้นดังกล่าวให้ GC Inter B.V.
ทั้งนี้นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์การลงทุนของ PTTGC เลยก็ว่าได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง PTTGC มีแผนการขยายธุรกิจอยู่ในประเทศไทยมาโดยตลอด และมีแผนที่จะสยายปีกไปลงทุนโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่สหรัฐฯ แต่ดีลการลงทุนก็ยังคงถูกเลื่อนมาโดยตลอด การลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนใหญ่ในต่างประเทศเป็นครั้งแรกของ PTTGC
ขณะที่ในอีกหนึ่งธุรกิจที่เป็นธุรกิจต้นน้ำอย่างการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ภายใต้การดูแลของ PTTEP หรือ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มีภารกิจหลักที่ชื่อว่า กรอบกลยุทธ์ EXPAND – EXECUTE โดยการหันกลับมาเน้นลงทุนแหล่งผลิตปิโตรเลียมในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภายในประเทศ
อย่างไรก็ตามจุดที่น่าสนใจหากใครยังไม่รู้คือ PTTEP มีบริษัทย่อยที่ชื่อว่า บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ให้บริการด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ พร้อมมุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรม
ถือเป็นการเดินหน้ายุทธศาสตร์การลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ซึ่งต่อยอดจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สนับสนุนกิจกรรมการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และยังสามารถยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากด้านพลังงาน
ไทยเล็กเกินไปสำหรับกลุ่มปตท.
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการอาวุโสและนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า กลุ่มปตท.มีขนาดบริษัทที่ใหญ่และเติบโตที่เรียกได้ว่าขอบเขตในประเทศไทยดูเหมือนจะเล็กเกินไปแล้ว ซึ่งมองว่าการลงทุนของกลุ่มปตท.ไม่ว่าจะเป็นการแตกไลน์ธุรกิจ หรือการแสวงหาโอกาสในยังต่างประเทศจะช่วยให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงถือว่าไม่ใช่เรื่องที่กลุ่มปตท.จะต้องหาโอกาสในธุรกิจใหม่ๆที่นอกเหนือจากพลังงานและการธุรกิจในต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
โดยจะเห็นว่าทาง PTT เดิมทีทำธุรกิจพลังงานในรูปแบบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ล่าสุดได้ขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดเช่นยานยนต์ไฟฟ้า ที่คาดว่าจะเป็นเทรนด์ธุรกิจในอนาคต ที่จะเป็นการช่วยป้องกันความเสี่ยงจากธุรกิจเดิมๆที่รูปแบบการใช้พลังงานจะเปลี่ยนไปในอนาคตข้างหน้า ซึ่งการเติบโตในประเทศค่อนข้างที่จะจำกัด ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาโอกาสไปยังต่างประเทศ

