OSP โชว์ศักยภาพแกร่ง ยืนหนึ่งตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง กลยุทธ์ “ฝาเหลือง” ดันมาร์เก็ตแชร์ทะลุ 45% ลุยตลาดตปท.-บริหารต้นทุนเข้ม หนุนโตระยะยาว
ในปี 2568 แม้เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กลับแสดงศักยภาพการเติบโตได้อย่างโดดเด่น จากการวางหมากเชิงกลยุทธ์ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ การบริหารต้นทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพองค์กรที่ยืดหยุ่นต่อความท้าทาย และยังสามารถเติบโตได้แม้ในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย
กลยุทธ์ “ฝาเหลือง” พลิกเกมในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง
การเปิดตัว "M-150 ฝาเหลือง ลิมิเต็ดเอดิชั่น" ราคา 10 บาท เพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของ M-150 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เคยสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนและตลาดค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ออกมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากลับพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์นี้อย่างชัดเจน
โดยคุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OSP เปิดเผยว่า การเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ภาพรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 44.5% ณ สิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 45% ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
OSP ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังอย่างแข็งแกร่ง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในช่วงราคา 12 บาท ถึง 80% ส่วนในกลุ่มราคา 10 บาท บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 1 ใน 4 ทั้งนี้ มาร์เก็ตแชร์ 45% ของบริษัทประกอบด้วย M-150 ราคา 12 บาท มีสัดส่วนราว 35% และ M-150 ราคา 10 บาท มีสัดส่วน 10% โดยการเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองช่วยให้ OSP มีความแข็งแกร่งในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังมากขึ้น และช่วยหนุนให้มาร์เก็ตแชร์ภาพรวมขยายตัวได้ต่อไป
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/68 บริษัทคาดว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยประเมินมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 45% ส่วนภาพรวมผลประกอบการปี 2568 คาดยอดขายจะเติบโตในระดับต่ำถึงกลางของเลขหลักเดียว (Low mid single digit) จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาดต่างประเทศและ Personal Care จะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ในขณะที่กลุ่ม Energy Drink อาจมีความท้าทาย แต่กลุ่ม Functional Drink ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง
ส่วนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ OSP ยังคงเน้น 4 ประเทศหลักในกลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ เมียนมาร์ สปป.ลาว อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนกลุ่ม Personal Care จะเน้นที่เมียนมาร์ เวียดนาม และตะวันออกกลาง รวมถึงในไตรมาส 3/68 บริษัทมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศจีนด้วยแบรนด์ Babi Mild x Butterbear ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเติบโตในอนาคต
ขณะที่ภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังมีมูลค่าอยู่ที่ 22,500 ล้านบาท จากต้นปีจนถึงปัจจุบันยังคงมีการเติบโตในระดับ 3% ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในปี 2568 จะมีอัตราการเติบโตในระดับเดียวกันกับ GDP ของประเทศไทย ส่วน OSP ไม่ได้เน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง แต่มุ่งเน้นการออกแคมเปญการตลาดเพื่อมีส่วนร่วมกับลูกค้า ในขณะที่กลุ่ม Functional Drink จะเน้นการพัฒนานวัตกรรมมากกว่า
โดยคุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OSP เปิดเผยว่า การเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ภาพรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 44.5% ณ สิ้นปี 2567 มาอยู่ที่ระดับ 45% ณ สิ้นเดือนเมษายน 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
OSP ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังอย่างแข็งแกร่ง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในช่วงราคา 12 บาท ถึง 80% ส่วนในกลุ่มราคา 10 บาท บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 1 ใน 4 ทั้งนี้ มาร์เก็ตแชร์ 45% ของบริษัทประกอบด้วย M-150 ราคา 12 บาท มีสัดส่วนราว 35% และ M-150 ราคา 10 บาท มีสัดส่วน 10% โดยการเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองช่วยให้ OSP มีความแข็งแกร่งในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังมากขึ้น และช่วยหนุนให้มาร์เก็ตแชร์ภาพรวมขยายตัวได้ต่อไป
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/68 บริษัทคาดว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยประเมินมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 45% ส่วนภาพรวมผลประกอบการปี 2568 คาดยอดขายจะเติบโตในระดับต่ำถึงกลางของเลขหลักเดียว (Low mid single digit) จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตลาดต่างประเทศและ Personal Care จะเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต ในขณะที่กลุ่ม Energy Drink อาจมีความท้าทาย แต่กลุ่ม Functional Drink ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง
ส่วนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ OSP ยังคงเน้น 4 ประเทศหลักในกลุ่มเครื่องดื่ม ได้แก่ เมียนมาร์ สปป.ลาว อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนกลุ่ม Personal Care จะเน้นที่เมียนมาร์ เวียดนาม และตะวันออกกลาง รวมถึงในไตรมาส 3/68 บริษัทมีแผนขยายตลาดไปยังประเทศจีนด้วยแบรนด์ Babi Mild x Butterbear ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงสำหรับการเติบโตในอนาคต
ขณะที่ภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังมีมูลค่าอยู่ที่ 22,500 ล้านบาท จากต้นปีจนถึงปัจจุบันยังคงมีการเติบโตในระดับ 3% ซึ่งบริษัทคาดการณ์ว่าภาพรวมตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังในปี 2568 จะมีอัตราการเติบโตในระดับเดียวกันกับ GDP ของประเทศไทย ส่วน OSP ไม่ได้เน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลัง แต่มุ่งเน้นการออกแคมเปญการตลาดเพื่อมีส่วนร่วมกับลูกค้า ในขณะที่กลุ่ม Functional Drink จะเน้นการพัฒนานวัตกรรมมากกว่า
ความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอ จุดแข็งหลักของ OSP
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ OSP คือการมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Energy Drink, Functional Drink และ Personal Care ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ บริษัทยังมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเกิน 1 ใน 4 ของรายได้รวม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการมีกลุ่มสินค้าที่หลากหลายและสามารถบาลานซ์พอร์ตได้เป็นอย่างดีจึงนับเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ OSP ยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี ซึ่งมาจากการเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารควบคู่กับการใช้งบประมาณด้านการสร้างแบรนด์อย่างคุ้มค่าและได้ผล ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านความคืบหน้าการขยายฐานการผลิตไลน์บรรจุกระป๋องใหม่ OSP คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/68 ช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการผลิตสินค้าแบบกระป๋องที่หลากหลายมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากการลงทุนดังกล่าว บริษัทไม่มีแผนการลงทุนเพิ่มเติมแล้ว เนื่องจากกำลังการผลิตปัจจุบันสามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ
ในส่วนของประเด็นการซื้อหุ้นคืน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งประกาศโครงการออกมาต่อเนื่อง ในของ OSP คุณวรรณิภา กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีแผนในการซื้อหุ้นคืน โดยมองว่าหากยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับที่ดี การปรับตัวลงของราคาหุ้นจะเป็นเพียงชั่วคราว และเมื่อแนวโน้มผลประกอบการชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนย่อมจะรับรู้และสะท้อนกลับผ่านราคาหุ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าผู้ถือหุ้นให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 100% ของกำไรสุทธิ สูงกว่านโยบายขั้นต่ำที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 60%
OSP ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความท้าทายสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ การเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองที่เคยถูกมองด้วยความกังวล กลับกลายเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ ช่วยขยายมาร์เก็ตแชร์และเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งผู้นำตลาด
และด้วยพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ OSP มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่บริษัทยังคงมั่นใจในความสามารถที่จะสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ OSP ยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี ซึ่งมาจากการเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารควบคู่กับการใช้งบประมาณด้านการสร้างแบรนด์อย่างคุ้มค่าและได้ผล ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่าอัตรากำไรขั้นต้นยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านความคืบหน้าการขยายฐานการผลิตไลน์บรรจุกระป๋องใหม่ OSP คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/68 ช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการผลิตสินค้าแบบกระป๋องที่หลากหลายมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากการลงทุนดังกล่าว บริษัทไม่มีแผนการลงทุนเพิ่มเติมแล้ว เนื่องจากกำลังการผลิตปัจจุบันสามารถรองรับได้อย่างเพียงพอ
ในส่วนของประเด็นการซื้อหุ้นคืน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งประกาศโครงการออกมาต่อเนื่อง ในของ OSP คุณวรรณิภา กล่าวว่า บริษัทยังไม่มีแผนในการซื้อหุ้นคืน โดยมองว่าหากยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระดับที่ดี การปรับตัวลงของราคาหุ้นจะเป็นเพียงชั่วคราว และเมื่อแนวโน้มผลประกอบการชัดเจนมากขึ้น นักลงทุนย่อมจะรับรู้และสะท้อนกลับผ่านราคาหุ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ บริษัทเชื่อว่าผู้ถือหุ้นให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 100% ของกำไรสุทธิ สูงกว่านโยบายขั้นต่ำที่กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 60%
OSP ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความท้าทายสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสได้ การเปิดตัว M-150 ฝาเหลืองที่เคยถูกมองด้วยความกังวล กลับกลายเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ ช่วยขยายมาร์เก็ตแชร์และเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งผู้นำตลาด
และด้วยพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ OSP มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่บริษัทยังคงมั่นใจในความสามารถที่จะสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป
Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
Updated 21 hours ago
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
Updated 1 day ago
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
Updated 1 day ago
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
Updated 5 hours ago
Follow Us
News Update
