นักลงทุนสายเสี่ยงสูงยังมีหวัง! เปิดหุ้นถูกพื้นฐานดี แถมปันผลกว่า 3%
จากกรณีที่สหรัฐฯ เคยประกาศเตรียมเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 36% ซึ่งล่าสุดยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะยังคงอัตราดังกล่าวต่อไป หรือมีแนวโน้มปรับลดลงจากเดิมหรือไม่ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นักลงทุนจึงอาจพิจารณากลยุทธ์เลือกลงทุนในหุ้นพื้นฐานแกร่งที่มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก และมีมูลค่าน่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่ราคายังไม่สะท้อนปัจจัยบวกเต็มที่ หรืออยู่ในเกณฑ์ Undervalue ซึ่งอาจเป็นอีกทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงท่ามกลางภาวะตลาดผันผวนในช่วงนี้
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร แนะนำหุ้น Undervalue (PER และ PBV < -1SD) และ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะนำ “Outperform” อีกทั้งคาดว่าให้ Dividend Yield ไม่ต่ำกว่าปีละ 3% แนะนำหุ้น BBL, BCPG, BDMS, CPALL, DIF, PTT, SIRI
โดยแนะนำ “Outperform” ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ด้วยราคาเป้าหมาย 170.00 บาท เนื่องจาก BBL มี Valuation ถูกที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ P/BV 0.48 เท่า และ P/E 6.4 เท่า สําหรับปี 2568 และกําไรสุทธิที่แข็งแกร่ง โดยปรับประมาณการกําไรสุทธิปี 2568 เพิ่มขี้น 3% หลัก ๆ เกิดจากการปรับสมมติฐานกําไรจากเงินลงทุน ซึ่งเชื่อว่า BBL มีกําไรสุทธิที่แข็งแกร่งจากการควบคุมต้นทุนและกําไรจากเงินลงทุน และเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีการเติบโตของสินเชื่อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 5.8%
พร้อมทั้งแนะนำ “Outperform” บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ด้วยราคาเป้าหมาย 7.80 บาท โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อ BCPG โดยได้รับแรงหนุนจากแผนการเพิ่มกำลังการผลิต และการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากค่าความพร้อมจ่าย (Capacity Payments) อีกทั้งมูลค่าหุ้นยังถือว่าน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ P/E ปี 2568 เพียง 10.9 เท่า และ P/BV ปี 2568 เพียง 0.5 เท่า พร้อมอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 4.5% ในปี 2568
เช่นเดียวกับ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS ด้วยราคาเป้าหมาย 32.00 บาท โดยยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ BDMS จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง การพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องผ่านศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence) และแนวโน้มกำไรที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ P/E ปี 2568 อยู่ที่ 19.4 เท่า และ P/BV ปี 2568 อยู่ที่ 3.2 เท่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 3.8%
รวมถึง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ด้วยราคาเป้าหมาย 62.00 บาท โดยหุ้นซื้อขายที่ P/E ปี 2568 ระดับ 14 เท่า (เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม) และ P/BV ปี 2568 อยู่ที่ 2.8 เท่า ในขณะที่คาดว่ากําไรปี 2568 จะเติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดีที่สุดในกลุ่ม ส่วนอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 3.5%
อีกทั้ง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ด้วยราคาเป้าหมาย 10.50 บาท โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ยังคงชอบ DIF เนื่องจากคาดว่ากองทุนจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลดีที่ 11% ในปี 2568 การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกสองครั้งในครึ่งหลังปี 2568 จะเป็นปัจจัยกระตุ้น ทั้งนี้ หุ้นซื้อขายที่ P/E ปี 2568 ระดับ 7.2 เท่า (เท่ากับค่าเฉลี่ยของกลุ่ม) และ P/BV ปี 2568 อยู่ที่ 0.5 เท่า
พร้อมด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ด้วยราคาเป้าหมาย 41.00 บาท โดยราคาหุ้นมี Upside ที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมาย โดยปัจจุบัน PTT ซื้อขายที่ PBV เพียง 0.7 เท่า (-1.6SD ของ PBV เฉลี่ย 5 ปี) ขณะที่ P/E ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 7.4 เท่า ทั้งนี้ คาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีในระดับ 6-7% ในระยะ 3 ปี (คาดปี 2568 อยู่ที่ 6.9%) โดยโครงการซื้อหุ้นคืนจะช่วยจำกัด downside ของราคาหุ้น
รวมทั้ง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ด้วยราคาเป้าหมาย 1.80 บาท โดยคงประมาณการรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 3.75 หมื่นลบ. (-0.8%) และคาดการณ์กําไรสุทธิที่ 4.4 พันลบ. (-16.2%) ซึ่งยังไม่ได้รวมกําไรพิเศษจาก JV การขายเงินลงทุน และ REIT เข้ามา ทั้งนี้ P/E ปี 2568 อยู่ที่ 5.3 เท่า ขณะที่ PBV ปี 2568 อยู่ที่ 0.5 เท่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 9.4%

