Official Update :

ตลท. มั่นใจพื้นฐานหุ้นไทยแกร่ง ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง ชี้การเมืองไม่ใช่ปัจจัยใหม่ มั่นใจไม่กระทบ เดินหน้า Jump+ มีบริษัทร่วมแล้ว 35 แห่ง

“อัสสเดช คงสิริ” มองตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานแกร่ง เผยยังเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนต่างชาติ หลังฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง มั่นใจการเมืองไม่กระทบบรรยากาศการลงทุน เผยยังเดินหน้าโครงการ Jump+ ต่อเนื่อง แย้มมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 35 แห่ง พร้อมผลักดันต่อแม้เปลี่ยนรัฐบาล


คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์และแนวโน้มของตลาดทุนไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ระบุว่า แม้จะเผชิญความท้าทายจากเสถียรภาพทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก แต่ตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับนักลงทุน


ส่วนในมิติการเมือง มองว่านักลงทุน โดยเฉพาะต่างชาติ มีความคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันในประเทศไทย และไม่ได้มองว่าเป็นปัจจัยใหม่ แม้ความไม่แน่นอนด้านนโยบายขนาดใหญ่ยังคงอยู่ แต่เศรษฐกิจและธุรกิจภาคเอกชนยังเดินหน้าต่อไป กระแสเงินทุนจากต่างชาติยังคงไหลเข้า เนื่องจากเห็นศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่มีขนาดใหญ่ในอาเซียน และมูลค่าหุ้นหลายบริษัทที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ ตลาดยังคาดหวังถึงการได้เห็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และนโยบายที่ชัดเจนขึ้นในเร็ววัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน


ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เตรียมกลไกเพื่อรองรับความผันผวน อาทิ Circuit Breaker โดยความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนมากนัก เนื่องจากนักลงทุนยึดหลักปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ อีกทั้งประเทศไทยยังคงมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ


ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงครึ่งปีหลังและต้นปีหน้าถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยตลาดทุนคาดหวังว่ารัฐมนตรีคลังคนใหม่จะมีความเข้าใจในตลาดทุนและสามารถใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ความชัดเจนในนโยบายภาษี (Tariff) ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกรณี Trump’s tariffs หากมีการเปลี่ยนแปลงในทางผ่อนคลาย ก็อาจเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น


นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าโครงการสำคัญอย่าง Jump+ ที่มีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 35 แห่ง ภายในเวลาเพียง 2 เดือน เพื่อเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจของบริษัทจดทะเบียน ขณะเดียวกันยังมีการเตรียมนำเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลใหม่เพื่อขอการสนับสนุนเพิ่มเติม


สำหรับบริษัทจดทะเบียน แนวโน้มครึ่งปีหลัง 2568 คาดว่าจะมีการปรับโครงสร้างทุนให้เหมาะสมมากขึ้น ผ่านการจ่ายเงินปันผล การซื้อหุ้นคืน และการสื่อสารกับนักลงทุนอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้การให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน (ESG) จะเป็นปัจจัยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการปรับปรุงการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรจะเป็นสิ่งที่บริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญ รวมถึงการขยายธุรกิจไปต่างประเทศเพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้


อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังคงอยู่ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 2% ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งตลาดทุนไทยยังขาดอุตสาหกรรม “New S-Curve” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตแบบก้าวกระโดด จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการพัฒนา ขณะเดียวกัน การสื่อสารคุณค่าของบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างก็ถือเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย


“แม้จะมีความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก แต่พื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง และมีบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเครื่องมือและโครงการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในระยะยาว” คุณอัสสเดช กล่าวทิ้งท้าย


ด้าน ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็น 2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ตามการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/2568 ปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของการผลิตนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว


โดยภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าคาดปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จของงาน Thailand Focus 2025 และผลตอบแทนหุ้น IPO ที่เริ่มฟื้นตัวในเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนสิงหาคม 2568

  • ณ สิ้นเดือนสิงหาคม SET Index ปิดที่ 1,61 จุด ปรับลดลง 0.5% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ถือเป็นการปรับลงเล็กน้อยหลังปรับเพิ่มขึ้นมากในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2568 SET Index ปรับลดลง 11.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา

  • เดือนสิงหาคม กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร

  • ในเดือนสิงหาคม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 50,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมฯ อยู่ที่ 43,011 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 51.47% ของมูลค่าการซื้อขายรวม แต่มีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ 21,816 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาขายสุทธิหลังจากซื้อสุทธิในเดือนก่อนหน้า

  • มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล (HANN)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.4 เท่า

  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 99% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.08%