เจาะงบไตรมาส 2/64 หุ้นกลุ่มซีพี
เข้าสู่ช่วงประกาศงบไตรมาส 2/64 กันอีกเช่นเคย วันนี้ Wealthy Thai ขอพาไปเจาะลึกงบการเงินของหุ้นตระกูลซีพีทั้ง 4 บริษัท นั่นคือ CPALL หรือ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), CPF หรือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), TRUE หรือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ MAKRO หรือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) มาดูกันว่าไตรมาส 2/64 แต่ละบริษัทมีกำไรเติบโตมากน้อยขนาดไหน และนักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มการเติบโตในอนาคตไว้อย่างไร
CPALL Covid-19 และ Lotus ยังกดดันกำไร
มาเริ่มที่ CPALL ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น ที่นักลงทุนคุ้นเคย โดยนายเกรียงชัย บุญโพธิ์อภิชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ CPALL เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ไตรมาส 2/64 บริษัทมีรายได้รวม 137,675 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 7.5% จากการปรับกลยุทธ์ด้านสินค้าและบริการ รวมถึงกลยุทธ์ O2O ของแต่ละหน่วยธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ Covid-19 รวมถึงความได้เปรียบจากฐานรายได้ที่ต่ำจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,190 ล้านบาท ลดลง 24.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
นักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า กำไรไตรมาส 2/64 ของ CPALL ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยได้รับการสนับสนุนจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 284 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรปกติอยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท ลดลง 34% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า ตามตลาดคาด จากรับผลกระทบส่วนแบ่งกำไรติดลบจาก Lotus (ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและส่วนแบ่งขาดทุนจาก Lotus) ท่ามกลาง Same Store Sales Growth (SSSG) ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และมาร์จิ้นในธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ที่ลดลงเล็กน้อย
สำหรับไตรมาส 3/64 การระบาดของ Covid-19 ทำให้คาดว่า SSSG จากธุรกิจ CVS จะหดตัวลงเป็นตัวเลขสองหลักเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/63 เพราะได้รับผลกระทบจากคำสั่งเคอร์ฟิวช่วงกลางคืน (ปิดสาขาในพื้นที่สีแดงเข้ม 8 ชม. ซึ่งคิดเป็น 70% ของสาขาทั้งหมด) การจำกัดการเดินทางข้ามจังหวัด (15% ของสาขาทั้งหมดตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน) และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานบางส่วน โดยฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรปกติของ CPALL ลดลง 23% ในปี 2564 และ 10% ในปี 2565 ขณะเดียวกันคาดว่ากำไรไตรมาส 3/64 จะลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาส 2/64 เพราะได้รับผลกระทบจาก SSSG จากธุรกิจ CVS และส่วนแบ่งกำไรจาก Lotus ที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม ยังคงเรทติ้ง NEUTRAL สำหรับ CPALL ด้วยราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ที่ 65 บาท
CPF ระยะสั้น – กลาง หุ้นขาดปัจจัยบวกหนุน
ถัดมา CPF โดย นางกอบบุญ ศรีชัย เลขานุการบริษัท เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ไตรมาส 2/64 บริษัทมีรายได้ 129,638 ล้านบาท ลดลง 10% จากไตรมาสเดียวกันของปืก่อน ซึ่งเป็นจากการเปลี่ยนสถานะจากบริษัทย่อยเป็นบริษัทร่วมของบริษัท Chia Tai Investment Co., Ltd. (CTI) ในเดือนธ.ค. 2563 ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,738 ล้านบาท ลดลง 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพ และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่ลดลง
นักวิเคราะห์จากบล.หยวนต้า ระบุว่า กำไรปกติของ CPF อยู่ที่ 3,994 ล้านบาท ลดลง 41.7% จากไตรมาสก่อนหน้า และลดลง 18.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดมากถึง 23% และต่ำกว่าที่ Consensus ทุกรายคาดอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนไตรมาส 3/64 ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นกลางถึงลบ โดยกำไรอาจลดลงทั้งจากไตรมาส 2/64 และไตรมาส 3/63 อย่างไรก็ตาม คงประมาณการกำไรปกติปี 2564 ที่ 18,567 ล้านบาท แต่อาจปรับประมาณการปี 2565 ลงได้อีก ซึ่งทำให้เปลี่ยนคำแนะนำจาก ซื้อ เป็น TRADING ในกรณีดีที่สุด ในเชิงกลยุทธ์ราคาหุ้นขาดปัจจัยบวกหนุนในระยะสั้น - กลาง แนะนำ ชะลอการลงทุนสำหรับผู้ไม่มีสถานะ หรือ ขายสำหรับผู้มีสถานะ
TRUE ยังไม่พลิกทำกำไรในปีนี้
TRUE โดย นางสาวยุภา ลีวงศ์เจริญ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ไตรมาส 2/64 บริษัทขาดทุนสุทธิ 298.5 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,262 ล้านบาท เป็นผลจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 205 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการบันทึกกำไรจากการขายหน่วยลงทุนในกองทุน DIF ในไตรมาส 2/2563 หากไม่รวมรายการนี้ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้น 52% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ไตรมาส 2/64 ขาดทุนลดลง 48.5% จากไตรมาส 1/64 ซึ่งดีกว่าคาด แต่มาจากรายการพิเศษ ซึ่งขาดทุนปกติเพิ่มขึ้น 12.9% จากไตรมาสก่อนหน้า จากผลกระทบเศรษฐกิจต่อรายได้ อย่างไรก็ตาม แม้ไตรมาส 3/64 และ 4/64 อาจมีผลบวกจากการควบคุมต้นทุนได้ดี และค่าสมาชิกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ แต่คาดว่าจะช่วยจำกัด เพราะกำลังซื้อแย่ และธุรกิจอินเตอร์เนตความเร็วสูงยังมีการแข่งขันสูง ส่งผลให้ภาพรวมไตรมาส 3/64 และ 4/64 ยังคงขาดทุนอยู่ ขณะที่ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ คือ การพลิกทำกำไร ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่ายังไม่เกิดขึ้นในปี 2564 แนะนำ Switch ไป ADVANC ซึ่งมีกำไรและให้ปันผลสม่ำเสมอ รวมถึงมีปัจจัยหนุนระยะยาวชัดกว่า
MAKRO ไตรมาส 3/64 กำไรโตจากปัจจัยด้านฤดูกาล
และสุดท้าย MAKRO โดย นางเสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร สายงาน Group Shared Service เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ไตรมาส 2/64 บริษัทมียอดขายรวม 53,813 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เป็นผลหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นมากของธุรกิจแม็คโครประเทศไทย ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,287ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากกําไรสุทธิที่เติบโตขึ้นของกลุ่มธุรกิจฟูดเซอร์วิสและกลุ่มธุรกิจแม็คโครต่างประเทศซึ่งมีผลขาดทุนสุทธิลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ด้านนักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ระบุว่า กำไรไตรมาส 2/64 ของ MAKRO เป็นไปตามที่ฝ่ายวิเคราะห์คาด แต่ต่ำกว่าที่ตลาดคาดอยู่ 10% โดยการระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ในไตรมาส 3/64 ทำให้คาดว่า SSSG จะอยู่ในระดับทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะยอดขายสินค้าให้กับผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้นจะถูกหักล้างโดยยอดขายกลุ่มลูกค้า HoReCa (Hotels - Restaurants - และ Cafe-Catering) ที่ลดลง และยอดขายสินค้าอาหารสดที่ดีขึ้นจะถูกหักล้างโดยยอดขายสินค้าอุปโภคที่ลดลง (ความเชื่อมั่นที่เปราะบางและการล็อกดาวน์ด้วยการปิดพื้นที่ขายสินค้าอุปโภคในร้านค้าที่ตั้งอยู่ในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม จะส่งผลกระทบต่อยอดขายประมาณ5%) ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรไตรมาส 3/64 จะทรงตัวจากไตรมาส 3/63 จาก SSSG ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/64 จากปัจจัยด้านฤดูกาล จึงยังคงเรทติ้ง NEUTRAL สำหรับ MAKRO ด้วยราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ที่ 43 บาท

