Official Update :

Bubble หรือไม่!? เทียบกันชัดๆ AI vs Dot.Com

นักลงทุนทั่วโลกกำลังเถียงกันว่ากระแส AI ในปัจจุบันที่ร้อนแรงเกินต้าน อาจกำลังจะซ้ำรอยวิกฤตดอทคอม (Dot-Com Crisis) ปี 2000 หรือไม่

โดย UBS เตือนว่าการประเมินมูลค่าหุ้น AI เริ่มเข้าใกล้ระดับฟองสบู่ดอทคอม ขณะที่ Bank of America ชี้ว่าอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/B) ของ S&P 500 ได้ทะลุจุดสูงสุดในปี 2000 ไปแล้ว ซึ่งบทความนี้จะสำรวจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างวัฏจักร AI ปัจจุบันกับฟองสบู่ดอทคอม เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า เรากำลังจะ “ซ้ำรอยประวัติศาสตร์” หรือนี่เพียงแค่ “วัฏจักรขาขึ้นขนาดใหญ่ที่ผันผวนแต่น่าลงทุน” กันแน่


ความคล้ายของกระแส AI ปัจจุบันกับวิกฤตดอทคอม

หากเปรียบเทียบกันจะเห็นได้ว่า มีบางสัญญาณเตือนในปัจจุบันดูคุ้นตากับในปี 2000 และบางครั้งก็ดูน่ากังวลกว่าที่เคยในอดีตเสียอีก ยกตัวอย่างเช่น

  • การประเมินมูลค่าสูงเกินจริง: ตามรายงานของ Reuters กลุ่ม IT ใน S&P 500 ซื้อขายที่ Forward P/E 37.6 เท่า ใกล้ระดับสูงสุดราว 48 เท่าในเดือนมีนาคม 2000 ขณะที่โมเดล HOLT ของ UBS ระบุว่า P/E ทางเศรษฐกิจของกลุ่มเทคโนโลยีนั้นเกิน 35 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่เคยเกิดขึ้นล่าสุดในฟองสบู่ดอทคอม

  • ความกระจุกตัวของตลาด: VisualCapitalist ระบุว่า 10 บริษัทใหญ่สุดใน S&P 500 ตอนนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของดัชนี ซึ่งสูงกว่าช่วงปี 2000 ที่ราว 27%

  • บรรยากาศการเก็งกำไร: Bank of America ชี้ว่าอัตราส่วน P/B ของ S&P 500 (5.3x ในเดือนสิงหาคม 2025) ทำสถิติสูงสุดใหม่ เกินกว่าระดับสูงสุดในช่วงฟองสบู่ดอทคอม (ราว 5.1x)

  • IPO และการปั่นกระแส: แม้การเข้าจดทะเบียน IPO ในปัจจุบันจะมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าในช่วงปี 1999 แต่กระแสการเก็งกำไรในหุ้น AI ขนาดเล็กก็ยังเกิดขึ้นอย่างร้อนแรง สะท้อนว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับ “จำนวนผู้ใช้งาน” หรือ “การเติบโตของกระแส” มากกว่าการสร้างกำไรจริงๆ คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ดอทคอม

 
ความแตกต่างที่ทำให้ปี 2025 ไม่เหมือนกับปี 2000

อย่างไรก็ตาม แม้มีส่วนที่คล้ายกันอยู่มาก แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันดูดีกว่าในอดีต เช่น

  • กำไรและกระแสเงินสด: ในวันนี้ผู้นำตลาดอย่าง Nvidia, Microsoft และ Alphabet ไม่ได้เผาเงินสด เหมือนหลายบริษัทในช่วงปี 1999 โดย Goldman Sachs ย้ำว่าบริษัท AI ขนาดใหญ่ยังมีกำไรสูงและมีกระแสเงินสดอิสระรองรับมูลค่า

  • Capex ที่มีประสิทธิภาพ: ในปลายยุค 90 เงินพันกว่าล้านถูกทุ่มไปในโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ก่อประโยชน์ แต่ในปัจจุบัน ข้อมูลจาก Forbes และ MarketWatch ชี้ว่า Hyperscaler มีแผนลงทุน 350,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และกว่า 400,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ชื่อโดเมน

  • ผู้ได้ประโยชน์หลากหลายกว่าเดิม: ในยุคฟองสบู่ดอทคอม ผลประโยชน์จำกัดเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร แต่รอบนี้ขยายวงกว้างไปถึงธุรกิจสาธารณูปโภค, ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า, และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่ล้วนได้รับแรงหนุนจากความต้องการพลังงานมหาศาลของศูนย์ข้อมูล AI

  • ตลาดทุนที่มีวินัยมากขึ้น: ในปลายยุค 90 ตลาดถูกถาโถมด้วย IPO จำนวนมากที่ไม่ถูกคัดกรอง แต่ปัจจุบันมาตรการที่เข้มงวดและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูง ก็ช่วยจำกัดการระดมทุนเกินความจำเป็น ทำให้การลงทุนที่เก็งกำไรเกินจริงไม่ง่ายเหมือนในอดีต


สรุปแล้วกระแส AI วันนี้จะซ้ำรอยฟองสบู่ดอทคอมหรือไม่?

สำหรับคำถามนี้ โบรกเกอร์หลายแห่งต่างมีมุมมองแตกต่างกัน โดยบางฝ่ายมองว่าตลาดอาจล้มซ้ำรอยอดีตหากไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น UBS เตือนว่าหากรายได้จาก AI ชะลอ ขณะที่การลงทุนยังพุ่ง มูลค่าอาจทรุดเหมือนปี 2000 หรือ JPMorgan ที่ชี้ว่าการลงทุนในหุ้น AI ตอนนี้ “แออัด” นักลงทุนแห่เก็งกำไรไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ตลาดผันผวนรุนแรงหากกระแสเปลี่ยน


แต่ในอีกด้าน หลายฝ่ายเห็นว่าสถานการณ์วันนี้ต่างจากอดีต Goldman Sachs ชี้ว่ายักษ์ใหญ่ AI มีกำไรและกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ไม่เหมือนยุคดอทคอมที่หลายบริษัทแทบไม่ทำเงิน ขณะที่ Evercore ISI มองว่านี่คือ “การปฏิวัติครั้งใหญ่” ที่แม้อาจสะดุดบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นพังทลาย


นี่แปลว่า กระแส AI วันนี้ไม่ได้เหมือนฟองสบู่ดอทคอม แต่ก็ยังมีความเสี่ยง หากรายได้โตไม่ทันหรือกระแสเปลี่ยนเร็ว ทำให้สถานการณ์ในครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะเป็น คือ วัฏจักรการเติบโตขนาดใหญ่ (Super Cycle) ที่อาจสะดุดบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นล้มครืนเหมือนอดีต มากกว่า


แล้วนักลงทุนควรรับมืออย่างไร? 

คำตอบคือ รักษาสมดุลของพอร์ต โดยให้เลือกลงทุนในหุ้นผู้นำ AI ขนาดใหญ่ที่มีกำไรและกระแสเงินสดชัดเจน ควบคู่กับการกระจายไปยังหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางอ้อม เช่น สาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวเกินไปในหุ้น AI เพียงไม่กี่ตัว และเน้นบริษัทที่มีรายได้จาก AI จริง ไม่ใช่แค่กระแส