วิเคราะห์หุ้นกลุ่ม Non-Bank กับการเติบโตแบบอินฟินิตี้
ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือเข้าขั้นย่ำแย่เลยก็ว่าได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่มีหุ้นกลุ่มหนึ่งที่ผลประกอบการเติบโตไม่สนปัจจัยลบอะไรเลย ต้องมีชื่อหุ้นกลุ่ม Non-Bank ไม่ว่าจะเป็น JMT, MTC, SAWAD ที่ทำกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่นในงวด 9 เดือนที่ผ่านมา สวนทาง COVID-19 ที่ยังระบาด และเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เป็นเหตุทำให้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
กลุ่ม Non-Bank ในตลาดหุ้นมีอยู่จำนวนมาก และหุ้นที่ถูกจับตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้น JMT, MTC, SAWAD, AEONTS, KTC, SINGER และ 2 หุ้นไอพีโอที่เข้าเทรดมาหยกๆ ที่ได้รับการตอบรับที่ดีมากอย่าง MICRO และ NCAP ซึ่งทีมข่าว Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาหาคำตอบว่านับจากนี้ไป หุ้นเหล่านี้จะยังน่าสนใจหรือไม่ ไปอ่านพร้อมๆกันเลย
“บริษัทในกลุ่มนอนแบงก์ทั้ง 4 (MTC, KTC, AEONTS, SINGER) ที่ให้บริการสินเชื่อผู้บริโภคทั้งแบบที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน มองแนวโน้มคล้าย ๆ กันว่าคุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น นับตั้งแต่ต้นไตรมาสปัจจุบันและสถานการณ์ด้านคุณภาพสินทรัพย์ในขณะนี้ดีกว่าในปี 2562 (AEONTS และ KTC) ”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว
พร้อมยังบอกอีกว่า เมื่อพิจารณาจากการที่บริษัทต่าง ๆ ตั้งสำรองก้อนใหญ่ในงวด 9 เดือนปี 63 และข้อมูลการติดตามหนี้เสียก็แสดงว่ามีการตั้งสำรองฯดังกล่าวสูงเกินไป และมีแนวโน้มจะปรับลดลงให้เหมาะสม นอกจากนี้หากพิจารณามาตรการความช่วยเหลือจาก ธปท. ที่อนุญาตให้ธนาคาร และกลุ่ม non-bank สามารถกลับชั้นหนี้ของลูกหนี้ที่ประสบปัญหา (TDR) หรือลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้เป็นปกติ เมื่อลูกค้าชำระหนี้ติดต่อกัน 3 เดือน (จากก่อนหน้านี้ใช้เกณฑ์ที่ 12 เดือน) ทำให้การปรับค่าใช้จ่ายจะเกิดเร็วขึ้น
ผู้บริหารฯ ชี้ว่าในทางสถิติ สินเชื่อปกติ หรือ performing loan (สินเชื่อ stage 1) ต้องกันสำรองหนี้เสียประมาณ 1% ในขณะที่สินเชื่อ stage 2 ต้องกันสำรอง 8% (สุทธิจากมูลค่าหลักประกัน) และสินเชื่อ stage 3 (NPL) ต้องกันสำรองเต็ม 100% (สุทธิจากมูลค่าหลักประกัน) ซึ่งเมื่อมีการจัดชั้น TDR หรือ NPL กลับไปเป็น performing loan ก็จะสำรองที่เคยตั้งไว้ในหนี้แต่ละชั้น 2 และชั้น 3 ลดลง ซึ่งทำให้มีการกลับรายการสำรองหนี้เสียไปเป็นรายได้ หรือเก็บไว้เป็น overlay loan loss reserve
ทั้งนี้ จากมาตรฐานบัญชี TFRS9 และความกลัวหนี้เสียในช่วงที่ COVID-19 ระบาด AEONTS จึงกันสำรองสูงถึง 4 พันล้านบาทในงวดครึ่งปีแรกของปี 63 ทำให้สัดส่วน LLR/สินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 13.5% (2x ของ KTC) ในขณะที่ KTC กันสำรอง 5 พันล้านบาทในงวด 9 เดือนปี 63 ซึ่งจากข้อมูล credit loss และคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นกว่าในปี 2562 น่าจะทำให้ทั้งสองบริษัทมีโอกาสลดการตั้งสำรองฯในอนาคตมากกว่าบริษัทอื่นๆ
ส่วนประเด็น GSB และ SAWAD จับมือกันตั้ง JV เพื่อให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนจะไม่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่ม แต่จะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการรวมตัวกันภายในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก โดยผู้บริหารของ MTC บอกว่าตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนมีขนาดใหญ่มาก โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่คิดกันอยู่ในตลาดก็อยู่ในช่วงที่กว้างมาก และมีผู้เล่นในตลาดเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งผู้เล่นส่วนใหญ่จะเน้นที่การปล่อยกู้วงเงินก้อนใหญ่ในประเภทรถยนตร์/รถบรรทุก และอุปกรณ์ทางการเกษตร
ขณะที่ผู้เล่นที่ปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์จะกระจัดกระจาย เพราะวงเงิน/บัญชีต่ำ โดยในกลุ่มนี้ MTC เป็นผู้เล่นหลักซึ่งมีพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์สูงถึง 3 หมื่นล้านบาท (ประมาณ 45-50% ของพอร์ตสินเชื่อของบริษัท) ทั้งนี้ หากการแข่งขันในธุรกิจนนี้เข้มข้นมากขึ้น ผู้เล่นรายเล็กที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จะลำบากกว่า และถูกบีบให้ต้องรวมตัวกันเพื่อความอยู่รอด
โดยมองนักวิเคราะห์ดังกล่าวมองว่า สินเชื่อจำนำทะเบียนของ SINGER กำลังมีแนวโน้มเติบโตดี ส่วนคุณภาพสินทรัพย์ของ KTC และ AEONTS ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สามารถเพิ่มรายได้จากการติดตามหนี้เสียได้มากขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการกันสำรองลดลง และยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรก็ฟื้นตัวขึ้น ในกรณีของ MTC อาจจะไม่ได้ถูกกดดันมากนักจากการแข่งขันที่เกิดจากการรวมตัวกันภายในอุตสาหกรรม และสินเชื่อก็ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เรายังคงคำแนะนำซื้อ MTC, SAWAD, SINGER แต่ยังอยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำหุ้น KTC
SINGER กำไรแจ่มไปยันปีหน้า
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SINGER หลังจากที่สินเชื่อและกำไรโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3/63 จึงปรับสมมติฐานหลักเล็กน้อย เพื่อสะท้อนถึงสมมติฐานสินเชื่อจำนำทะเบียนที่เพิ่มขึ้น โดยเราใช้สมมติฐานว่าสินเชื่อจำนำทะเบียนจะเพิ่มเป็น 3.3 พันล้านบาทในสิ้นปีนี้ (จากเดิมที่คาดไว้แค่ 2.7 พันล้านบาท) และเป็น 5.0 พันล้านบาทในปี 2564 (จากเดิมที่คาดไว้ที่ 4.1 พันล้านบาท) นอกจากนี้ เรายังปรับเพิ่มสมมติฐานยอดกันสำรองเพื่อสะท้อนถึงอัตราการเติบโตของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อใช้ P/E เป้าหมายที่ 20 เท่า ทำให้เราได้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 18.50 บาท
ดังนั้นจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2563/64 อีก 2%/5% ตามลำดับ โดยประเมินกำไรสุทธิปี 2563 อยู่ที่ 421 ล้านบาท เติบโต 153% จากปี 2562 ที่มีกำไรสุทธิ 166 ล้านบาท หลังจากนี้คาดว่าปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 513 ล้านบาท
MTCไตรมาส 4/63 ทำ New High
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ ซื้อ MTC ราคาเป้าหมาย 70 บาท โดยคาดกำไรไตรมาส 4/63 ทำ New High จากสินเชื่อที่โตเร่งตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและคาดจะได้ตามเป้าโต 20% ปีนี้ ขณะที่ NPL ต่ำมาก ไม่มีข้อกังวล เราคาดกำไรปี 2563 เติบโต 15% จากปีก่อน และปี 2564 เติบโต 24% จากปี 2563 โดยผู้บริหารยังคงเป้าสินเชื่อเชิงรุกปี 2564 ที่คาดโต 20-25% ขณะที่ Yield ยังมีช่องวางให้ลดเพื่อรับมือกับการแข่งขันจาก SAWAD-ออมสิน ได้และคาดผลกระทบจะไม่มากในช่วง 1-2 ปีแรก
JMT กำไรเติบโตสูง 33% เฉลี่ย 3 ปี
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ แนะนำ ซื้อ JMT มูลค่าพื้นฐาน 40.25 บาท โดยมีมุมมองเชิงบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์ และมองว่าแนวโน้มกำไรโค้งสุดท้ายไตรมาส 4/63 ยังมีโอกาสทำ New High ต่อเนื่องอีกไตรมาส และปี 64 คาดโตสูง +26% จากปี 2563 หนุนจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากกองหนี้ ซึ่งจะตัดต้นทุนหมด (Fully amortized) อีกกองใหญ่ 1.0 หมื่นล้านบาท และปัจจุบันถือเป็นโอกาสสะสมพอร์ตหนี้ ภาพรวมคาดกำไรเติบโตสูง + 33% เฉลี่ย 3 ปี (CAGR)
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ได้ปรับประมาณการกำไรปี 63-64 ขึ้น 6% และ 5% จากประมาณการก่อนหน้า มาอยู่ที่ 996 ล้านบาท เติบโต 46% จากปีก่อน และ 1,251 ล้านบาท เติบโต 26% จากปี 63 ตามลำดับ โดยเราปรับประมาณการเนื่องจากแนวโน้มยอดจัดเก็บในงวดไตรมาส 3/63 ที่ 985 ล้านบาท ดีขึ้นจากครึ่งปีแรกมาก เป็นผลจากฐานมูลหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการซื้อหนี้ในช่วงต้นปี และคาดว่าในช่วงปลายปีจะมีโอกาสในการซื้อหนี้ที่เพิ่มขึ้นอีก ทำให้คาดว่ากระแสเงินสดและกำไรในไตรมาส 4/63 จะยังดีต่อเนื่อง และมีโอกาสที่ในปี 64 ยอดจัดเก็บจะทะลุ 1 พันล้านบาทต่อไตรมาสได้
SAWAD รับเป้าหมายใหม่ 67.00 บาท
ล่าสุดร่วมทุน GSB เพิ่มโอกาสขยายสินเชื่อใหม่ โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 67.00 บาท จากเดิม 66.00 บาท โดยเราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 4.46 พันล้านบาท เติบโต 19% จากปีก่อน แต่ปรับกำไรสุทธิปี 64 เพิ่มขึ้น 3% อยู่ที่ 5.14 พันล้านบาท เติบโต 15% จากปี 63 เนื่องจากการปรับ loan growth ขึ้นเป็น 25% จากปีก่อน (เดิม +19% จากปีก่อน ) และปรับรายได้อื่นเพิ่มขึ้น +16% แต่ปรับลด loan spread ลงเป็น 15.2% (เดิม 15.8%) ตามการปล่อยสินเชื่อ yield ต่ำที่เพิ่มขึ้น

AEONTS เป็นหุ้น Laggard Play
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ ซื้อ AEONTSราคาเป้าหมาย 155 บาท โดยเราคาดว่า AEONTS จะมุ่งเน้นลดต้นทุนเพื่อชดเชยกับแนวโน้มรายได้ที่อ่อนแอในระยะใกล้นี้ ผู้บริหารมีแผนขาย NPLs และบันทึกกำไรในครึ่งปีหลัง 63
ดังนั้นเราปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 63-64 ขึ้น 4-5% เพื่อสะท้อนถึง non-NII ที่ดีขึ้นและการควบคุมต้นทุนที่ดี เพิ่มคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 155 บาท (P/BV ปี 63 ที่ 2.4 เท่า, P/E 12 เท่า และ ROE 19%) จาก 130 บาท เรามองเป็นจังหวะในการเข้าสะสมหลังราคาหุ้นลดลง 39% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กำไรครึ่งแรกปี 63/64 คิดเป็น 43.8% ของประมาณการทั้งปี 2563/64 โดยเรายังคงประมาณการเดิม โดยคาดครึ่งหลัง 63/64 จะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก จากฐานที่ต่ำและการผ่อนคลายนโยบายตั้งสำรองเป็นแรงหนุนหลัก แต่ภาพช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดจะทำได้เพียงทรงตัว เนื่องรายได้ดอกเบี้ยรับมีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลง หลังรับรู้ผลกระทบจากเพดานดอกเบี้ยใหม่เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกในไตรมาส 3/63/54 คาดทำให้ NIM อ่อนแอลงต่อเนื่อง ทำให้กลบประเด็นบวกจากการตั้งสำรองที่มีทิศทางผ่อนคลายลง เราจึงคาดกำไรสุทธิปี 2563/64 ของ AEONTS ไว้ที่ 3,417 ลบ. ลดลง 14.1% จากงวดปีก่อน และคาดว่างวดปี 64/65 กำไรสุทธิจะเติบโตมาอยู่ที่ 4,105 ล้านบาท
“เรามอง AEONTS เป็นหุ้น Laggard Play โดยแม้แนวโน้มกำไรไม่เด่น แต่ราคาหุ้นยังซื้อขายในระดับ PBV ต่ำที่ 2 เท่าเทียบกับคู่แข่งอย่าง KTC ที่ซื้อขายด้วย PBV สูงถึง 4.6 เท่า ทำให้บริษัทมีข้อได้เปรียบจาก Valuation Gap โดยราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 13% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2563 ที่ 135 บาท เราจึงคงแนะนำ ซื้อ” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด กล่าว
KTC บริษัทยืนยันเป้าสินเชื่อโต 10%
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้แนะนำ ซื้อ KTC ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 51 บาท โดยบริษัทยืนยันเป้าหมายสินเชื่อเติบโต 10% ในปีนี้ (แม้ว่า 9 เดือนแรก จะทำได้ 5.9% เท่านั้น / ปี 62 ทำได้ 9.8%) ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์คาดจะปรับตัวดีขึ้น โดยที่ NPL คาดลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 4/63 หลังจากที่คลายล๊อคดาวน์มาได้ระยะหนึ่ง ซึ่งการปรับตัวดีขึ้นของคุณภาพสินทรัพย์นี้ เรามีการปรับสมมุติฐานการตั้งสำรองลง จากเดิม 3.5 พันล้านนบาท มาเป็น 2.7 พันล้านบาท ในปี 64 ส่งผลให้ประมาณการกำไรของเราปรับเพิ่มขึ้น 5% มาเป็น 6.5 พันล้านบาท ในปี 64
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 5.23 พันล้านบาท (-5% จากปีก่อน) และจะขยายตัวในปี 64 อยู่ที่ 5.65 พันล้านบาท (+8% จากปี 63) เนื่องจากสินเชื่อที่คาดว่าจะหดตัวในปี 63 ที่ -2%จากปีก่อนและดีขึ้นปี 64 ที่ +4%จากปี 63 และ loan yield ลดลงตามเพดานดอกเบี้ยที่ลดลง -2-3% ตั้งแต่ ส.ค. ที่ผ่านมา
MICRO กำไรปี 63-64 เติบโตเฉลี่ย 30%
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า ขณะนี้คาดการณ์กำไรปี 2563-2564 เติบโตเฉลี่ย (CAGR) 30%ต่อปี หลังได้เงินทุนใหม่จาก IPO โดยคาดรายได้ดอกเบี้ยปี 2563 อยู่ที่ 364 ล้านบาท เติบโต 29% จากปีก่อน ซึ่งคาดว่าจะมี Loan growth ราว 29%จากปีก่อน สู่ระดับ 2.49 พันล้านบาท เนื่องจากคาดว่าบริษัทจะเร่งปล่อยสินเชื่อรถบรรทุกมือสองเพิ่มขึ้นหลังได้รับเงิน IPO และคาดว่าต้นทุนทางการเงินจะลดลงหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ด้านอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเทียบกับรายได้รวมลดลงจาก 46% สู่ 40% เพราะรายได้จากดอกเบี้ยและรายได้จากค่าธรรมเนียมเติบโตตามการขยายสินเชื่อ แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายบุคลากรซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ เมื่อพิจารณาเป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นจาก 130 ล้านบาท สู่ 146 ล้านบาท
ขณะที่อัตราส่วนหนี้สงสัยจะสูญและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อลูกหนี้เช่าซื้อจะเพิ่มขึ้นจาก 1.3% สู่ 2.0% หรือเมื่อพิจารณาเป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นจาก 30 ล้านบาท สู่ 54 ล้านบาท เนื่องจากมีการใช้มาตรฐานบัญชี TFRS9 ทั้งนี้เราคาดการณ์กำไรปี 2563 อยู่ที่ 142 ล้านบาท เติบโต 28 %จากปีก่อน และคาดการณ์รายได้ปี 2564 ที่ 447 ล้านบาท เติบโต 23% (สมมติฐาน Loan Growth 17% สู่ 2.93 พันล้านบาท) และคาดกำไร 186 ล้านบาท เติบโต 31%
NCAP ผลงานแจ่ม
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า NCAP เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และมีส่วนแบ่งตลาดแกร่งในภาคใต้ แม้ธุรกิจจะมีผู้ประกอบการมากรายและยอดขายรถจักรยานยนต์ที่ไม่โต แต่การขยายตัวของ E-Commerce โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นโอกาสในการเติบโต รวมถึงมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น COM7 และ SYNEX เราคาดกำไรปี 63-64 เติบโต +28% Y-Y และ 35% Y-Y ตามลำดับ
SAK ไอพีโอราคาเป้าหมาย 4.60 บาท/หุ้น
สุดท้ายอีกหนึ่งหุ้นที่ทีมข่าว Wealthy Thai จะหยิบยกมานำเสนอต่อนักลงทุน คือ บริษัท ศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SAK ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อรายย่อยระดับภูมิภาค โดย SAK มีโมเดลธุรกิจที่เน้นเปิดให้บริการตามแหล่งชุมชน โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย.2563 บริษัทฯ มีสาขาทั้งสิ้น 519 สาขา แบ่งเป็น เขตพื้นที่ภาคกลาง 197 สาขา ภาคเหนือ 184 สาขา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 128 สาขา และภาคตะวันตก 10 สาขา
โดยกำหนดราคาหุ้น IPO ที่ 3.70 บาท และเริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกในวันที่ 8 ธันวาคม โดยบริษัทมีเป้าหมายขยายธุรกิจให้เติบโตในทุกมิติภายในอีก 3 ปี หรือภายในปี 2566 ทั้งจำนวนสาขาที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,119 สาขา ในทำเลพื้นที่ภูมิภาคเดิมและขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคอื่นๆ รวมถึงขยายพอร์ตสินเชื่อเพิ่มเป็น 12,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2560-2562) พอร์ตสินเชื่อรวมมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 33.5% ส่งผลให้รายได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่อัตราการเติบโตเฉลี่ย 31.6% ต่อปี ในขณะที่ SAK สามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin: NPM) ได้ในระดับสูงถึง 31 – 33% โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 บริษัท มีพอร์ตสินเชื่อรวม 6,067 ล้านบาท จากจำนวนสัญญาสินเชื่อรวม 230,273 สัญญา แบ่งเป็นลูกหนี้ที่มีหลักประกัน 88% และลูกหนี้ไม่มีหลักประกัน 12% ของพอร์ตสินเชื่อรวม
ล่าสุด นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เราได้ราคาเหมาะสม SAK ที่ 4.60 บาท/หุ้น อิงกับ PE 16 เท่า และ EPS ปี 64 ที่ 0.29 บาท โดยเราใช้ PE เทียบเท่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรม และถ้ามองในมุม PEG จะพบว่าราคาที่เราประเมินนั้นสะท้อน PEG เพียง 1.04 เท่า ซึ่งยังมีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยกลุ่มฯ ที่ 1.1 เท่า
