“บลูบิค กรุ๊ป” หุ้นคอนซัลต์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เตรียมเปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอเดือนก.ย.นี้
บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ผู้ให้บริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ได้จัดงานแถลงข่าว โดยมี นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, นางสาวศรีแพร ธนฐิติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และ นายพายุพัด มหาผล กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ร่วมให้ข้อมูลแก่นักลงทุน ซึ่ง Wealthy Thai ได้สรุปความน่าสนใจมาให้แล้ว
BBIK ถือเป็นหุ้นคอนซัลต์ด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่ต้นไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งหาบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีลักษณะธุรกิจเหมือนกันมาเทียบได้ยาก โดยบริษัทที่สามารถนำธุรกิจมาเปรียบเทียบได้โดยตรงส่วนใหญ่เป็นบริษัทคอนซัลต์ในต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในระดับ SET100 และ SET50 ไว้วางใจใช้บริการอย่างต่อเนื่อง มีคณะกรรมการบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์จากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก รวมถึงมีโอกาสขยายตัวอีกมากจากเมกะเทรนด์ ส่งผลให้ BBIK เป็นหุ้นอีกตัวที่มีศักยภาพเติบโตสูงและน่าจับตามอง
BBIK มีแผนจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 25 ล้านหุ้น คิดเป็น 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ ปัจจุบันแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต.แล้ว หลังจากนี้จะร่วมกันกำหนดวันที่เหมาะสมในการเสนอขาย IPO และคาดว่าจะกำหนดวันจองซื้อหุ้นและนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในเดือนกันยายนนี้
โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย รวมถึงมี บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัท
สำหรับการระดมทุนในครั้งนี้ BBIK มีแผนจะนำเงินไปพัฒนาและขยายการลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตทั้งหมด 6 ได้แก่ 1. การเพิ่มบุคลากรและพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี ตลอดจนวางแผนพัฒนาศูนย์การพัฒนาทักษะ (Learning Academy Center), 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลเพื่อให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (Software as a Service หรือ SaaS) รวมถึงจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research and Development Center), 3. เสริมศักยภาพการบริหารจัดการภายใน ผ่านการยกระดับระบบซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการเติบโตขององค์กร, 4. ขยายพื้นที่สำนักงานรองรับการเพิ่มบุคลากร, 5. ลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและมีศักยภาพเพื่อสร้างการเติบโตและรับมือความผันผวนของตลาด และ 6. เสริมศักยภาพด้านเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายและการลงทุนในแต่ละปี ส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ครึ่งแรกของปี 2564 อยู่ที่ 0.3 เท่า
ด้านผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2564 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 126.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 30.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิที่ 23.67% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเติบโตของธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) ธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) และธุรกิจที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics)
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK กล่าวว่า นอกจากการให้บริการที่ครบวงจรแล้ว บริษัทยังขยายความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในการนำเทคโนโลยีมาช่วยทรานส์ฟอร์มองค์กร โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนของ ORBIT เป็น 50 ล้านบาท เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ OR ในอนาคต รวมถึงยกระดับเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในอุตสาหกรรมค้าปลีก
“จากการร่วมทุนกับ OR บริษัทมองว่าในอนาคต ด้วยขนาดธุรกิจของ OR ซึ่งร้านอาหารและสถานีบริการน้ำมันภายใต้การบริหารจำนวนมาก ดังนั้นยังมีความต้องการปรับปรุงด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันจำนวนมาก ผ่านบริษัทร่วมทุน ORBIT ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่กำลังดำเนินงานอยู่ และจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2564 ทันที ขณะที่โครงการขนาดใหญ่คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในปี 2565” นายพชร กล่าว
