สำรวจเป้าหมายดัชนีปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะไปต่อได้แค่ไหน?
เปิดปี 2569 ตลาดหุ้นไทยเริ่มส่งสัญญาณคึกคักมากขึ้น โดยวันที่ 5 ม.ค. ซึ่งเป็นวันเปิดทำการวันแรกหลังช่วงหยุดยาว ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงถึง 20.38 จุด พร้อมมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 45,727.04 ล้านบาท จากแรงฟื้นตัวของหุ้นขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ในวันถัดมา (6 ม.ค. 2569) ดัชนีกลับเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน แม้จะปิดตลาดปรับลงเล็กน้อย 5.30 จุด จากวันก่อนหน้า แต่ก็เพียงพอให้เริ่มเกิดคำถามในหมู่นักลงทุนว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
Wealthy Thai จึงได้รวบรวมมุมมองที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์มานำเสนอ เพื่อพาไปสำรวจภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2569 หรือ “ปีม้าไฟ” ที่หลายฝ่ายจับตาว่าจะมีปัจจัยบวกใดเข้ามาหนุนตลาด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง และท้ายที่สุดดัชนีจะสามารถฝ่าความผันผวนขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,400 จุดได้หรือไม่
โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ปี 2569 เรามองเป็นปีที่ตลาดหุ้นไทย “ยืนบนฐานกำไรที่ฟื้นตัว” มากกว่าการขับเคลื่อนด้วย Sentiment เพียงอย่างเดียว โดยมีแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากวงจรดอกเบี้ยขาลง และเม็ดเงินลงทุน ภายในประเทศที่เริ่มทยอยกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป หนุนให้ SET สิ้นสุดวงจร De-rated และเข้าสู่ระยะฟื้นตัวภายใต้กรอบมูลค่าที่สมดุลมากขึ้น
เรากำหนดดัชนีเป้าหมาย SET ปี 2569 ที่ 1,475 จุด อิง Price to Earnings Ratio (PER) ที่ 15.7 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย Forward 12 เดือนระยะยาวที่ 15.9 เท่า ภายใต้สมมติฐาน Equity Risk Premium 4.66% (ราวค่าเฉลี่ย +1.5 S.D.) เพื่อสะท้อนทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และไทยที่ยังอยู่ในขาลงต่อในปี 2569 ขณะที่เงินลงทุนภายในประเทศเริ่มกลับมาเป็นแรงประคองสำคัญของตลาด
ทั้งนี้ มีธีมหนุนตลาดหลักๆ มาจากดอกเบี้ยขาลง, AI CAPEX cycle, China Reflation, นโยบายการเงินไทยที่ผ่อนคลาย, Election Rally รวมถึงการฟื้นตัวของภาคบริการและ Infra Tech แนะนำหุ้นเด่นในไตรมาส 1/69 และทั้งปี 2569 ได้แก่ ADVANC, BDMS, CENTEL, CPALL, EGCO, GULF, KBANK, IVL, MTC และ PTTGC
สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ให้มุมมองว่า จากภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี 2569 ซึ่งคาดจะเข้าสู่โหมดระมัดระวังมากขึ้นท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ยังปกคลุม โดยปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น ความเสี่ยงจากวัฏจักรเทคโนโลยีที่ชะลอตัว สัญญาณธนาคารกลางหลักทั่วโลกที่อาจลดดอกเบี้ยยากขึ้น และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจกดดันสภาพคล่องและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
ส่วนปัจจัยในประเทศต้องติดตามเสถียรภาพทางการเมืองไทยหลังมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในช่วงไตรมาส 2/69 ซึ่งอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยที่เติบโต 8% จากปีก่อน ยังต่ำกว่าตลาดโลกที่เติบโต 13% จากปีก่อน จึงทำให้มองแรงหนุนของตลาดหุ้นไทยในเชิงปัจจัยพื้นฐานยังจำกัด
ดังนั้น อินโนเวสท์ เอกซ์ จึงมองว่าปี 2569 ตลาดหุ้นไทยจะยังผันผวนสูงและให้ผลตอบแทนจำกัด โดยประเมินเป้าหมาย SET Index ที่บริเวณ 1,350-1,400 จุด และเชื่อว่าการกระจายพอร์ตลงทุนไปสู่ธีมที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจะยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเหนือ SET ได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะตลาดผันผวนหรือ Sideways โดยแนะนำ 4 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจซึ่งต่าง มีจุดแข็งเฉพาะตัวและมีโอกาสโดดเด่นดังนี้
-
Dividend Stock เน้นหุ้นปันผลคุณภาพดี เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้ พอร์ตลงทุน แนะนำ AP, KTB
-
Growth Stock เน้นหุ้นกำไรเติบโตดี และยังเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม แนะนำ MTC, TRUE
-
Turnaround Stock เน้นหุ้นที่กำไรพลิกเติบโต หรือ พลิกมีกำไร แนะนำ CENTEL, TU
-
Undervalued Stock เน้นหุ้นราคาดยังต่ำกว่า มูลค่าพื้นฐาน กำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง และ Valuation ถูก (PER PBV <-1 SD) แนะนำ CPALL, OR
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ข้อมูลตลาดหุ้นไทยจาก Bloomberg Consensus คาดการณ์กำไรต่อหุ้นในปี 2569 ไว้ที่ 95.5 บาทต่อหุ้น (ขยายตัวเล็กน้อยจากปี 2568 ที่ 89 บาทต่อหุ้น) ส่วนหลักทรัพย์พายประเมิน EPS ไว้ที่ 92.5 บาทต่อหุ้น (เฉลี่ยตัว EPS ในปีนี้คาดการณ์ในช่วง 90 – 95 บาทต่อหุ้น) ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนแต่อยู่ที่ Multiple หากไม่รวมช่วงวิกฤต COVID-19 SET INDEX ปรับลงมาซื้อขายต่ำสุดในรอบปี
ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าเป็นเพราะแรง Panic Sell จากภาษีนำเข้าของทรัมป์รวมไปถึงการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2557 (ไม่รวมช่วง COVID-19) ทำให้นักลงทุนกังวลกับการเติบโตทั้งเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจด ทะเบียนของ SET เชื่อว่าเป็นสาเหตุหลักที่ Valuation ถูกลดทอน
แต่อย่างไรก็ตามในปี 2569 อาจมีสภาพคล่องส่วนเกินเข้ามาเพิ่มเติมจากนโยบาย TISA จึงให้เป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,385 จุด (P/E 14.5 เท่า) แต่หากประเมินที่ Price to Book Value (P/BV) คิดเป็นเพียง 1.3 เท่า พร้อมกับ Earnings Yield Gap ระดับ (+2SD) ก็ถือว่าเป้าหมายดังกล่าวไม่ได้สูงจนเกินไป ในส่วนของ Downside เชื่อว่าระดับ P/E 12 เท่า หรือเป็นดัชนีที่ 1,150 จุด จะเป็นแนวรับที่ดีบนสมมติฐานว่าเศรษฐกิจโลกมิได้เผชิญกับแรงกดดันอย่างมีนัยยะ
ในส่วนของธีมการลงทุนปี 2569 เน้นที่หุ้นขนาดใหญ่ เป็นผู้นำอุตสาหกรรม ราคาหุ้นไม่แพง มีเงินปันผลระดับที่น่าสนใจ เช่น ธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ SCB, KKP รวมไปถึงกลุ่มที่มีปัจจัยหนุนจากธุรกิจ Data Center ได้แก่ AMATA กลุ่มท่องเที่ยวจากปัจจัยคาดหวังนักท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้น พร้อมกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เชื่อว่าผ่านจุดแย่สุดไปแล้ว ได้แก่ BA, CENTEL
กลุ่มค้าปลีกรับกับมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงจะดีขึ้นจากการท่องเที่ยว ได้แก่ CPALL, GLOBAL กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ BDMS โดยป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยที่อาจสร้างความผันผวนตลาดทั้งจากเศรษฐกิจรวมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาด

