Official Update :

TISCO ตอกย้ำความเชื่อมั่น รักษากำไร-จ่ายปันผลต่อเนื่อง เผยแม้ SET แย่มา 3 ปี กลุ่มแบงก์-อิเล็กยังชนะตลาด พร้อมฝากรัฐบาลใหม่ออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบ

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจไทยและโลก TISCO ยังคงตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน ด้วยการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นไปที่การลดความผันผวนของผลประกอบการ เพื่อสร้างความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ เผยแม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่สาม แต่กลุ่มธนาคาร-อิเล็กทรอนิกส์ยังสามารถทำผลงานได้ดีกว่าตลาด พร้อมส่งซิกถึงรัฐบาลใหม่ให้ออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบเพื่อเสถียรภาพประเทศระยะยาว


นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน กลุ่มทิสโก้จึงเดินหน้าปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยกำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตระยะ 3 ปี เพื่อรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต พลิกความท้าทายสู่โอกาส พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม


กลุ่มทิสโก้ก้าวสู่ช่วงของการเติบโตที่มุ่งขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคง เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเสริมความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาเข้ากับไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าและโจทย์ทางสังคม เพื่อมอบคำแนะนำทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ


ในขณะเดียวกัน กลุ่มทิสโก้จะนำปัญญาประดิษฐ์มาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการให้บริการ เพื่อให้รวดเร็ว ตรงจุด และตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ผ่านการประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับลูกค้าและสังคมในระยะยาว


“กลุ่มทิสโก้ดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนและสม่ำเสมอ โดยให้ความสำคัญกับการลดความผันผวนของผลประกอบการเป็นหลัก พร้อมตั้งเป้าสร้างกำไรไม่ต่ำกว่า 6,200 ล้านบาท เพื่อรักษาความสามารถในการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น โดยบริษัทใช้กลไกการบริหารภายในเพื่อควบคุมคุณภาพการเติบโต ทั้งการบริหารเงินกองทุนและการรักษาระดับ Coverage ratio ให้อยู่ในระดับที่เพียงพอรองรับวัฏจักรดอกเบี้ยและความผันผวนทางเศรษฐกิจนายศักดิ์ชัย กล่าว


ในเชิงกลยุทธ์ TISCO ดำเนินธุรกิจภายใต้โมเดล Counter-cyclical ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แม้ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นอาจไม่ได้เติบโตหวือหวาเท่าบางอุตสาหกรรม แต่ในระยะยาวจะช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการ โดยพอร์ตรายได้ถูกออกแบบให้มีความสมดุล ผ่านสัดส่วนรายได้จากดอกเบี้ยต่อรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยในระดับประมาณ 70 ต่อ 30 ซึ่งสะท้อนการกระจายแหล่งรายได้อย่างเหมาะสม


รายได้จากค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะจากธุรกิจจัดการกองทุนและแบงก์แอสชัวรันส์ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ TISCO สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องขยายขนาดสินทรัพย์มากเกินไป ส่งผลให้โครงสร้างความเสี่ยงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงยึดหลักการปล่อยสินเชื่ออย่างรอบคอบและมีวินัย เพื่อสร้างคุณภาพสินทรัพย์ในระยะยาวควบคู่กับการรักษามาตรฐานการจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ


นอกจากนี้ TISCO ยังมองว่าความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและการวางยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ การสื่อสารนโยบายที่ชัดเจนและการสร้างระบบแรงจูงใจให้เกิดการทำงานและการลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว ถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญในการประคับประคองเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ความผันผวนยังอยู่ในระดับสูง


ด้านตลาดทุนไทยยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังดัชนี SET ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 อย่างไรก็ดี ยังมีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่สามารถทำผลงานได้ดีกว่าตลาด โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มธนาคาร ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์การบริหารจัดการเงินทุน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน เพื่อช่วยชะลอการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในช่วงตลาดขาลง ขณะที่ในเชิงมูลค่า ผู้เชี่ยวชาญมองว่าหุ้นไทยเริ่มเข้าสู่ระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว และปีนี้มีโอกาสเป็นปีแรกที่ตลาดเริ่มกลับมาเติบโต หลังผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว


ขณะที่ภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นยังมีความเปราะบาง โดยคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มชะลอตัวจากการรอความชัดเจนของงบประมาณภาครัฐและผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดยังคงเป็นความอ่อนแอของภาคการผลิตไทย แม้ตัวเลขการส่งออกและ GDP จะขยายตัวได้ถึง 18–19% แต่ดัชนี PMI ภาคการผลิตกลับขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยใกล้ระดับศูนย์ สะท้อนว่าการเติบโตส่วนใหญ่เป็นการส่งออกในลักษณะ Transshipment หรือการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแล้วส่งออกต่อโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตในประเทศมากนัก


สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อเสนอให้ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับ Local Content และการกระจายประโยชน์ไปสู่ผู้ประกอบการไทยและ SME มากขึ้น แทนการมุ่งพึ่งพาตัวเลข GDP รวมเพียงอย่างเดียว ท่ามกลางความเสี่ยงจากโลกที่แบ่งขั้วอำนาจชัดเจนขึ้น ความผันผวนของภัยธรรมชาติ และข้อจำกัดด้านนโยบายการคลัง หลังระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ปรับขึ้นมาอยู่ที่ราว 67% แล้ว


สำหรับประเด็นการเลือกตั้งครั้งใหม่ นายศักดิ์ชัยมองว่าความน่าเชื่อถือหรือ Credibility ของผู้นำมีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นความมั่นใจของประชาชนและนักลงทุน แม้เนื้อหานโยบายจะไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก พร้อมเตือนว่าการออกนโยบายในลักษณะหว่านแหหรือการแข่งขันกันแจกเงิน อาจสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว


โดยข้อเสนอเชิงนโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการมุ่งสร้างงานในระยะยาวผ่านระบบแรงจูงใจ เพื่อให้ประชาชนมีรายได้จากการทำงานอย่างยั่งยืนแทนการพึ่งพาการโอนเงินจากรัฐ โดยเฉพาะภาคการเกษตรซึ่งมีแรงงานราว 40% ของประเทศ แต่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้เพียง 6% ของ GDP ควรได้รับการสนับสนุนผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบน้ำและฝาย มากกว่าการใช้นโยบายประกันราคาที่อาจบั่นทอนแรงจูงใจในการยกระดับคุณภาพผลผลิต


ขณะเดียวกัน ยังแสดงความกังวลต่อวินัยทางการคลัง หลังระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยปรับขึ้นมาอยู่ในช่วง 67–70% แล้ว โดยเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว