LH มองอสังหาฯ ปี 69 ยังตึง เศรษฐกิจโตต่ำ–สินเชื่อเข้ม กดกำลังซื้อ ตั้งเป้ารายได้ 26,900 ล้านบาท เร่งลดสต็อก ชูอสังหาฯ เช่า–ธุรกิจโรงแรม เสริมเสถียรภาพ
LH ประเมินตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และสินเชื่อเข้มงวด กระทบกำลังซื้อในประเทศ พร้อมเปิดแผนธุรกิจ วางเป้ารายได้รวม 26,900 ล้านบาท ชูรายได้อสังหาฯ เพื่อเช่า–ธุรกิจโรงแรม เสริมเสถียรภาพ เดินหน้าลดระดับสินค้าคงเหลือต่อเนื่อง เตรียมออกหุ้นกู้ 15,000 ล้านบาท ทดแทนชุดเดิมที่ครบกำหนด หวังลด D/E เหลือราว 1 เท่า
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายรายได้รวมที่ 26,900 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ตั้งเป้าหมายยอดขาย (Presale) ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลดระดับสินค้าคงเหลือและระดับหนี้สินต่อทุน
โดยบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) รวมมูลค่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยปีนี้มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา มูลค่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายแล้วประมาณ 60% และคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงกลางไตรมาส 4/69 ขณะเดียวกันบริษัทยังมีสินค้าพร้อมขายและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ทั้งโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบรวมมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท
ส่วนแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60–100 ล้านบาท และโครงการ Chaiyapruek 3 รามอินทรา–วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10–13 ล้านบาท โดยมีมูลค่าโครงการใหม่รวมประมาณ 3,660 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคมนี้ ภายใต้ชื่อ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อเนื่องจากความสำเร็จของโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยโรงแรมดังกล่าวมีขนาด 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งนับว่าเป็นสวนน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเครือ Grande Centre Point นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดโรงแรม Grande Centre Point Chinatown ในปี 2571
ขณะที่การลงทุนในปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นงบจัดซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่ง และโครงการในสหรัฐอเมริกาอีก 2 แห่ง เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ โดยสิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 บริษัทมีแผนจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด โดยคาดว่าสิ้นปีนี้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับราว 1 เท่า
นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH เปิดเผยว่า ปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำราว 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก ท่ามกลางมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท สินเชื่อรวมยังอยู่ในภาวะหดตัวจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องจากข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ ความเปราะบางของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ทั้งนี้ คาดว่าเศรษฐกิจจะมีปัจจัยบวกในภาคการท่องเที่ยว จากการเปิดเส้นทางการบินใหม่ที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ รวมทั้งเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายรายได้รวมที่ 26,900 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ 17,000 ล้านบาท และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ตั้งเป้าหมายยอดขาย (Presale) ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลดระดับสินค้าคงเหลือและระดับหนี้สินต่อทุน
โดยบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) รวมมูลค่า 9,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยปีนี้มีโครงการคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จใหม่จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา มูลค่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายแล้วประมาณ 60% และคาดว่าจะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ได้ในช่วงกลางไตรมาส 4/69 ขณะเดียวกันบริษัทยังมีสินค้าพร้อมขายและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ทั้งโครงการคอนโดมิเนียมและโครงการแนวราบรวมมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท
ส่วนแผนเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60–100 ล้านบาท และโครงการ Chaiyapruek 3 รามอินทรา–วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10–13 ล้านบาท โดยมีมูลค่าโครงการใหม่รวมประมาณ 3,660 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่งในเดือนตุลาคมนี้ ภายใต้ชื่อ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อเนื่องจากความสำเร็จของโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยโรงแรมดังกล่าวมีขนาด 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งนับว่าเป็นสวนน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเครือ Grande Centre Point นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดโรงแรม Grande Centre Point Chinatown ในปี 2571
ขณะที่การลงทุนในปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนรวมประมาณ 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นงบจัดซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่ง และโครงการในสหรัฐอเมริกาอีก 2 แห่ง เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงจากการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดีและจากสินทรัพย์ลงทุนที่มีอยู่ โดยสิ้นปี 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิประมาณ 64,000 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ที่ประมาณ 1.20 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 2.82%
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 บริษัทมีแผนจะออกหุ้นกู้มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด โดยคาดว่าสิ้นปีนี้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับราว 1 เท่า
Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (1)… “Algorithmic Trading” (Robot Trade) !!!
Updated 19 hours ago
Where to put your money
“หุ้นกู้มีปัญหา” ครึ่งแรกปี26 อยู่ที่ 8.6 พันลบ. ครึ่งปีหลังมี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 4.2 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 10% เท่านั้น !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
จับตา 9 หุ้นแกร่ง งบไตรมาส 2/69 ปัง โบรกฯ มอง Valuation ไม่แพง แนวโน้มครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง
Updated 1 hour ago
News Highlight
ก.ล.ต. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) กรณีนางสาวสุภาพร พิมพงษ์
Updated 1 hour ago
News Highlight
“โกลเบล็ก” ชี้หุ้นไทย Sideway รับข่าวดีลงทุนภาครัฐ-ลุ้นเป้า 1,650 จุด
Updated 1 hour ago
Follow Us
News Update
