Official Update :

DBS ชี้ปี 2026 คือ “The Long Game” แนะตั้งการ์ดปกป้องพอร์ต ชู 4 ธีมลงทุน เน้นคุณภาพ-สินทรัพย์จริง–Asia ex-Japan-AI

บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ชี้ ปี2026 เป็นปีที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญกับการ “ปกป้องพอร์ต” ท่ามกลางความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ, เงินเฟ้อที่มีโอกาสกลับมาเร่งตัว, ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า, และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งอาจกระทบต่อการค้าและกระแสเงินทุนทั่วโลก โดยเน้นลงทุนบริษัทเทคชั้นนำ, สินทรัพย์จริง และหุ้น Asia ex-Japan โดยเน้นคุณภาพสินทรัพย์มากกว่าผลตอบแทน


นาย เอ็ดวิน ตัน (Mr. Edwin Tan) Market Head DBS, Thailand & Philippines, DBS Bank กล่าวว่า ปี 2025 ถือเป็นปีที่ทดสอบทั้งความเชื่อมั่นและวินัยของนักลงทุนอย่างแท้จริง แม้ตลาดโดยรวมยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่ต้องเผชิญกับความผันผวนสูง จากปัจจัยกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ, ความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้เหตุการณ์สำคัญ เช่น การผ่านกฎหมาย GENIUS Act และการประกาศมาตรการภาษีในวัน Liberation Day เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า นโยบายภาครัฐและความเชื่อมั่นของนักลงทุนสามารถเปลี่ยนทิศทางของตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น


บทเรียนจากช่วงที่ผ่านมา ตอกย้ำว่าความแข็งแกร่งของพอร์ตไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์ตลาด แต่เกิดจากการกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัย, การคัดเลือกสินทรัพย์ และการบริหารจัดการเชิงรุกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่มาของธีมการลงทุนปี 2026 ภายใต้แนวคิด “The Long Game” หรือการมองเกมระยะยาว


ด้าน นายเวย์ ฟุก โหว (Mr. Wey Fook Hou) Chief Investment Office, DBS Bank ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีความเสี่ยงด้านฐานะการคลังอย่างชัดเจน (Fiscal Dominance) จากการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องและระดับหนี้สาธารณะที่เร่งตัว ซึ่งอาจบั่นทอนบทบาทของนโยบายการเงิน และจุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อในระยะถัดไป


ท่ามกลางบริบทดังกล่าว DBS แนะนำให้นักลงทุนรับมือปี 2026 ผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่

1. ลงทุนในบริษัทที่นำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ (AI Adapters) มากกว่าการเก็งกำไรในผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นบริษัทที่สามารถนำ AI ไปยกระดับผลิตภาพ, ลดต้นทุน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากระดับมูลค่าที่สูงและแนวโน้ม circular financing


2. เพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์จริง เพื่อรับมือเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ โดยให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน, อสังหาริมทรัพย์, สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องมูลค่าพอร์ต ท่ามกลางความเสี่ยงด้านการคลังของสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า


3. ลงทุนหุ้น Asia ex-Japan ที่ยังมีมูลค่าน่าสนใจ จากการซื้อขายด้วยส่วนลดราว 32.4% เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ขณะที่คาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในภูมิภาคนี้จะเติบโตถึง 18.9% ในปี 2026


4. เน้นคุณภาพของสินทรัพย์ มากกว่าการไล่ผลตอบแทน โดยเลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพ และ ตราสารหนี้ระดับ Investment Grade มากกว่ากลุ่ม High Yield ซึ่งสะท้อนภาพการ outperformance จนเข้าใกล้ขีดจำกัดแล้ว ทั้งนี้ DBS แนะนำตราสารหนี้ภาคเอกชนระดับ A–BBB อายุ 5–7 ปี รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนตราสารภาครัฐ เช่น TIPS และ MBS เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตในระยะยาว


ในเชิงโครงสร้าง DBS มองว่าเศรษฐกิจโลกยังได้แรงหนุนจาก Capex Supercycle โดยเฉพาะการลงทุนด้าน AI และการใช้จ่ายทางทหาร โดยประเมินว่า Hyperscalers จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2025–2027 ขณะที่งบกลาโหมของ NATO มีแนวโน้มเพิ่มจาก 2% เป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035 อย่างไรก็ดี แม้การเติบโตของ AI ยังมาพร้อมความเสี่ยงด้านมูลค่าที่สูง, การกระจุกตัว และแนวโน้ม Circular Financing ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่มองว่าการเติบโตของ AI ไม่ได้เข้าสู่สภาวะฟองสบู่


สำหรับมุมมองต่อประเทศไทยและตลาดหุ้นไทย ผลการเลือกตั้งที่ออกมาช่วยสร้างความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น และทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะต่อไป จากการประเมินมูลค่าตลาด ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีเป้าหมายอยู่ที่ระดับประมาณ 1,500 จุด ในปีนี้ ซึ่งยังมี Upside ราว 7% ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) คาดว่าจะเติบโตประมาณ 7%


ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า ตลาดหุ้นไทยยังสามารถลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนี้คือการเลือกลงทุนเป็นรายตัว โดยเน้นหุ้นที่ราคายังไม่สูงเกินไปและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง (High Yield) เช่น กลุ่มธนาคารที่มีแนวโน้มเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) รวมถึงหุ้นในกลุ่ม โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), หุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดี (Large Cap) และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ ภาคการท่องเที่ยว


สำหรับทองคำ มองว่าราคาทองมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับประมาณ 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในปีนี้ โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปัจจุบันราคาทองคำยังมีความผันผวนค่อนข้างสูง กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงเป็นการ ซื้อเพื่อถือครองในระยะยาว (Buy for the long term) มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น


สำหรับนักลงทุนที่ต้องการบริหารความเสี่ยงแบบสมดุล (Balanced Risk Investor) แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนในทองคำประมาณ 5–10% ของพอร์ตการลงทุน เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงให้กับพอร์ตโดยรวม


สำหรับผลการดำเนินงานของ DBS ในปี 2025 ธนาคารประกาศกำไรก่อนหักภาษีสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ รายได้รวมเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับ 22.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่พอร์ตการลงทุนหลักแบบบาร์เบลสร้างผลตอบแทนสุทธิ 19.4% นับตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2025 และให้ผลตอบแทนรวม 67.7% ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในเดือนสิงหาคม 2019 หรือเฉลี่ย 8.6% ต่อปี


ด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตโดดเด่น โดยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) เพิ่มขึ้น 19% แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 488 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์


สำหรับประเทศไทย DBS Private Bank ได้เดินหน้าขยายธุรกิจภายใต้แนวคิด “One Bank” เชื่อมบริการ Private, Investment, Corporate และ Retail Banking พร้อมเสริมทีมผู้บริหารระดับสูง 4 รายในปี 2025 และเตรียมเปิดตัว กองทุน Discretionary Portfolio (Private Fund) ในประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดมุมมองการลงทุนของ CIO สู่พอร์ตลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ


โดยสรุปแล้ว DBS มองว่า ปี 2026 จะไม่ใช่ปีของการไล่ผลตอบแทนระยะสั้น แต่เป็นปีของการยึดมั่นในคุณภาพ, วินัย และการมองระยะยาว เพื่อสร้างพอร์ตที่มั่นคง ยั่งยืน และพร้อมรับความผันผวนในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ