น้ำมันขึ้น 6 บาท เขย่าหุ้นหลายกลุ่ม ค้าปลีก–FMCG–ท่องเที่ยว รับแรงกดดัน “ปั๊มน้ำมัน” ได้อานิสงส์ ชู OR–PTG เด่น
คืนวานนี้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน 6 บาทต่อลิตร โดยมีผลทันที กลายเป็นประเด็นร้อนแรงต่อเนื่อง มีประชาชนนำรถยนต์ออกไปต่อแถวเติมน้ำมันกันเป็นจำนวนมาก
นักวิเคราะห์บล.ดาโอ (ประเทศไทย) มองเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน โดยเชื่อว่าการปรับราคาน้ำมันขายปลีกเพื่อสะท้อนต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้นและลดการแทรกแซงกลไกตลาดจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีกน้ำมัน เนื่องจากทำให้มีแรงกดดันที่ลดลงต่อแนวโน้มค่าการตลาด (marketing margin) ในอนาคต โดยชอบ OR (ซื้อ/เป้า 18 บาท) และ PTG (ซื้อ/เป้า 11.50 บาท)
ขณะเดียวกันมองกลุ่ม Ground Transport (Underweight) ได้อานิสงส์จากการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า แต่จะมีผลกระทบจากผู้ใช้ทางด่วนและแนวโน้มการเดินทางลดลง รวมถึงการประกาศใช้ Work from home มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมองเป็นลบต่อหุ้นในหลายอุตสาหกรรม ดังนี้ Commerce (Overweight) กลุ่มค้าปลีกได้รับผลกระทบจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น (ต้นทุนเฉลี่ย 2-3% ของยอดขาย) และคาดยอดขายสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น fashion และ hardline ชะลอตัวตามกำลังซื้อที่หดตัวจากภาวะต้นทุนพลังงาน (CRC, GLOBAL, HMPRO)
ขณะกลุ่มสินค้าจำเป็นอาจปรับจากพฤติกรรม "ซื้อใกล้บ้าน" (CPALL, BJC) เป็น "ซื้อยกแพ็ค" (CPAXT) ในภาพรวมกลุ่มค้าปลีก คาด ticket size ขยายตัวชั่วคราวจากการกักตุนสินค้า แต่ foot traffic หดตัวจากการประหยัดต้นทุนเดินทาง
FMCG (Neutral) ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งโดยสัดส่วนต้นทุนอยู่ที่ 2-3% ของ COGS หุ้นที่ได้รับผลกระทบได้แก่ OSP (ซื้อ/เป้า 20 บาท), CBG (ซื้อ/เป้า 50 บาท), NEO (ซื้อ/เป้า 27 บาท), SAPPE (ถือ/เป้า 32 บาท)
Construction Services (Neutral) เนื่องจากมีต้นทุนน้ำมันคิดเป็นราว 1-2% ของ COGS
Tourism (Neutral) ได้รับผลกระทบจากการเดินทางท่องเที่ยวที่จะลดลง โดยเรียงลำดับตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR
SJWD (ซื้อ/เป้า 11 บาท) จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถส่งผ่านต้นทุนดังกล่าวไปยังลูกค้าได้เป็นส่วนใหญ่
