สำรวจความน่าสนใจของ SCGP ยังมีเสน่ห์ให้ “สะสม” ได้หรือไม่!!
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ได้เข้าเทรดในตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2563 โดยวันแรกทำราคาเปิดการซื้อขายที่ระดับ 37 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท จากราคา IPO ที่ 35 บาท หรือเหนือจอง 5.71% ก่อนจะมาปิดเทรดวันแรกที่ 35 บาท เท่าราคา IPO
อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาทำจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563 ที่ระดับ 32.75 บาท ก่อนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำราคาไปจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 23 ส.ค.2564 ที่ระดับสูงถึง 71.50 บาท สะท้อนจากข่าวดีที่บริษัทประกาศออกมา ณ ช่วงเวลานั้น
แต่หลังจากจุดสูงสุดดังกล่าว ราคาหุ้นก็ดูเหมือนจะปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามล่าสุดวันที่ 21 ก.ย. ปิดการซื้อขายที่ระดับ 63.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.61% จากวันก่อนหน้า
สำหรับ SCGP เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) เพื่อให้บริการโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) และ2.สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) โดยมีบริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด เป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลักซึ่งก่อให้เกิดกำไรหลัก
หลังจากเข้าตลาดหุ้นก็มีประกาศขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยปี 2563 รายงานกำไรสุทธิ มีกำไร 6,457.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23 % จากงวดเดียวกันปี 62 ที่มีกำไร 5,268.51 ล้านบาท โดยในปี 63 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขาย 92,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน ตามลูกค้าที่อยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม และ การควบรวมกิจการในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย
ขณะที่ไตรมาส 2/64 มีกำไรสุทธิ 2,263.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,904.21 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงสามารถบริหารจัดการการดำเนินงานได้ดีท่ามกลางความท้าทายของโรคระบาดใน ASEAN และทั่วโลก ทำให้ 6 เดือนแรกปี 64 มีกำไรสุทธิ 4,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,636.34 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 8%
ล่าสุดนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า SCGP แจ้งการการลงทุนสร้างฐานการผลิตใหม่ของ Vina Kraft Paper Company Limited (VKPC) (SCGP ถือหุ้นทางอ้อม 70% และ Rengo Company Limited ประเทศญี่ปุ่น ถือหุ้น 30%) ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัด Vinh Phuc ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วงต้นปี 67 โดยจะใช้เงินลงทุนราว 11,793 ล้านบาท
โดยประเด็นดังกล่าวน่าจะเป็น positive sentiment ต่อราคาหุ้น นอกจากนั้นคาดการณ์ การเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งแนวโน้มธุรกิจในระยะยาวที่ยังคงแข็งแกร่ง น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ต่อไป อีกทั้งยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายจากการลงทุนใหม่/การเข้าซื้อกิจการใหม่ในอนาคต เรามองว่าราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงเป็นโอกาสในการทยอยสะสม เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" SCGP ราคาเป้าหมาย 72 บาท
ไตรมาส 3 อาจไม่สดใส
ส่วนมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 70.00 บาท โดยคาดปี 2564 มีกำไรสุทธิ 8,244 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,457 ล้านบาท ส่วนปี 2565 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโตมาอยู่ที่ระดับ 10,409 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามปัจจัยลบระยะสั้นจากผลประกอบการไตรมาส 3/64 ที่ไม่สดใส อีกทั้ง Upside ราคาหุ้นเริ่มจำกัดในเชิงกลยุทธ์จึงแนะนำให้หาจังหวะ Take Profit ระยะสั้น แล้วกลับเข้าซื้อใหม่อีกครั้งหลังประกาศงบไตรมาส 3/64 บนมุมมองพื้นฐานธุรกิจระยะยาวที่ยังคงแข็งแรงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมและมีการเติบโตที่ต่อเนื่องภายใต้การลงทุนทั้งแบบ Brown field และดีล M&P
ทั้งนี้หลายสัญญาณเตือนผลประกอบการไตรมาส 3/64 อาจไม่สดใสอย่างที่คาด ไม่ว่าจะเป็นราคากระดาษคราฟท์ที่ปรับตัวลงจาก Demand ชะลอตัว ในช่วงที่หลายประเทศมีการล็อกดาวน์ สวนทางกับราคาเศษกระดาษซึ่งเป็นวัตถุดิบปรับตัวขึ้นตามค่าขนส่ง โดยการล็อกดาวน์ในไทยและเวียดนามซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดขาย จะส่งผลลบต่ออัตราการใช้กำลังการผลิตในภาพรวม
ทั้งนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดระลอกใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียนส่งผลเชิงลบหลายด้านไม่ว่าจะเป็นราคากระดาษคราฟท์เฉลี่ยเดือน ก.ค-ส.ค. ที่ปรับตัวลดลง 7.6%จากไตรมาสก่อน จาก Demand ที่ลดลงเนื่องจากหลายประเทศมีการล็อกดาวน์ ขณะที่ราคาเศษกระดาษ (OCC) ปรับขึ้นเพราะการเก็บเศษกระดาษทำได้ยากลำบากในช่วงที่มีการล็อกดาวน์
ประกอบกับค่าขนส่งที่สูงขึ้นสะท้อนผ่านราคานำเข้าเศษกระดาษจากอเมริกา (AOCC) ที่ปรับตัวขึ้น 12.4%จากไตรมาสก่อน ทำให้ Spread ธุรกิจ Packaging งวดไตรมาส 3/64 หดตัวลงแรง ส่วนธุรกิจ Fibrous Chain ก็เห็นการอ่อนตัวลงของราคาผลิตภัณฑ์ Short Fiber Pulp ถึง 14.6%จากไตรมาสก่อน
ผลงานไตรมาส 3 เป็นจุดต่ำสุด
สำหรับการใช้กลยุทธ์ Solution ของ SCGP ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกสถานการณ์ช่วยบรรเทาผลกระทบจาก Spread ที่หดตัวลงได้บางส่วน แต่ยอดขายไตรมาส 3/64 น่าจะได้รับกระทบจากการล็อคดาวน์ในประเทศไทย (47% ของยอดขาย) และเวียดนาม (13% ของยอดขาย) ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโดยรวมลดลง ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/64 ออกมาไม่สดใสและน่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้
ทิสโก้ชี้ยังมีความกังวล
นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า ประกาศขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (ต้นน้ำ) SCGP ได้ประกาศผ่าน Vina Kraft Paper (ร่วมทุน 70:30 กับ Rengo) ถึงการลงทุนกรีนฟิลด์ในคอมเพล็กซ์แห่งใหม่ในเวียดนามเหนือด้วยกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ (ต้นน้ำ) 370 ktpa ซึ่งอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีกำหนดเริ่มต้นดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นปี 2024 ทั้งนี้ มีงบประมาณการลงทุนอยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท
เราเชื่อว่าการลงทุนเหมาะสมกับแนวทางระยะยาวของ SCGP ที่จะขยายตลาดเชิงกลยุทธ์และฐานลูกค้า เรามองการลงทุนจะทำให้ SCGP เข้าถึงตลาดใหม่ โดยเฉพาะภาคเหนือของเวียดนาม (ก่อนหน้านี้บริษัทเน้นตลาดภาคใต้) SCGP จะเป็นหนึ่งในผู้ตีตลาดในภูมิภาคนี้เป็นรายแรกๆ ซึ่งมีอุปสงค์คิดเป็น 30% ของประเทศ SCGP คาดอุปสงค์ในเวียดนามจะเติบโต 6-7% ต่อปี ในช่วงปี 2021-25 โดยคอมเพล็กซ์ใหม่นี้จะเพิ่มกำลังการผลิตกระดาษในเวียดนามเพิ่มขึ้น 74% และโดยรวม 8% ทั้งนี้ คาดจะสร้างกำไรสุทธิราว 350-400 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามความกังวลสองข้อ ได้แก่ – อุปทานล้นในเวียดนาม และความสามารถในการขยายธุรกิจปลายน้ำ ตลาดบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามนั้นเคยประสบปัญหาอุปทานล้นตลาด (อุปสงค์ c2.5 mntpa เทียบกับอุปทาน c4.0 mntpa) จากคู่แข่งชาวจีนที่ขยายกำลังการผลิตในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การขยายการดำเนินงานอาจเผชิญปัญหาจากการดำเนินงานในภูมิภาคที่แปลกแยกมากกว่า (กิจกรรมการผลิตส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ) อีกทั้งยังมีผู้ผลิตปลายน้ำในประเทศน้อย ส่งผลให้การเข้าซื้อกิจการทางอ้อมผ่านพอร์ตการลงทุนของลูกค้าผ่านการ M&A น่าท้าทายมากขึ้น หากไม่มีการลงทุนปลายน้ำที่เพียงพอ เราเชื่อว่าความผันผวนในการทำกำไรจะเพิ่มมากขึ้น
แนะนำ “ถือ” เนื่องจากอัพไซด์ที่จำกัด และเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มต้นทุนมากกว่าคาด อย่างไรก็ตาม เรายังคงเห็นอัพไซด์ในระยะยาวจากการขยายธุรกิจที่ครอบคลุมขึ้น มูลค่าเหมาะสมที่ 65 บาท ของเราอิงจาก EV/EBITDA กลางปี 2022F ที่ 13 เท่า ความเสี่ยงที่สำคัญ : สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบ
ต้นทุนกระดาษสูง กดดันกำไรระยะสั้น
ส่วนมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาขายกระดาษผิวกล่องที่ต่ำลง และต้นทุนกระดาษที่สูงขึ้นกดดันกำไรในระยะสั้นของ SCGP โดยมีมุมมอง Negative ต่อราคาขายกระดาษผิวกล่องที่ต่ำลง และต้นทุนกระดาษที่สูงขึ้น ซึ่งจากเดิมเราคาดราคาขายกระดาษผิวกล่องจะสูงขึ้นชดเชยกับต้นทุนกระดาษรีไซเคิลที่สูงขึ้นได้บางส่วน
ทั้งนี้จาก Spread ของราคาขายและต้นทุนกระดาษผิวกล่องที่ต่ำลงราว -31% อยู่ที่ 165 เหรียญสหรัฐ/ton จากไตรมาสก่อน 238 เหรียญสหรัฐ/ton ส่งผลให้เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 จะต่ำกว่าที่เราคาดไว้เดิม และส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ของเรามีโอกาสเกิด downside จาก GPM ที่ต่ำกว่าคาด
อย่างไรก็ตามคงราคาเป้าหมายที่ 71.0 บ. แต่ปรับคำแนะนำลงเป็น Trading buy เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นราว +61% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน สะท้อนความสำเร็จการเข้าซื้อกิจการ ขยายกำลังการผลิต และแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิที่แข็งแกร่งโตเฉลี่ย +22% CAGR 64-66 ไประดับหนึ่งแล้ว
ดังนั้นจึงมองรอจังหวะซื้อเก็งกำไรในช่วงที่ราคาอ่อนตัวในระยะสั้น-กลาง จากปัญหาการขาดแคลนเรือและตู้คอนเทนเนอร์ที่กดดันต้นทุนในไตรมาส 3/64 ยาวไปจนถึงสิ้นปี 64 เพื่อรับการกลับมาฟื้นตัวของกำไรในช่วงปี 65

