Official Update :

SCC รีบาวน์หลังร่วงแรง โบรกฯ มองจังหวะทยอยซื้อ แม้สั่งเบรก LSP ชั่วคราว กดกำไร ลุ้นเป็น "ผู้รอดชีวิต" รับรอบปิโตรฯ ฟื้นยาว

วันนี้ (24 เม.ย. 69) ราคาหุ้นของ SCC หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ฟื้นตัวขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 213 บาท เพิ่มขึ้น 5 บาท หรือ +2.34% หลังวานนี้ปรับลงแรง จากความกังวลการประกาศหยุดผลิตโรงงาน Long Son Petrochemical/ LSP ในเวียดนาม ชั่วคราว


โดยนักวิเคราะห์มอง Negative ระยะสั้น ต้นทุน feedstock แหล่งนอกฮอร์มุซเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ ระยะสั้นราคาหุ้นมีแรงกดดัน แต่เป็นโอกาสทยอยซื้อ มอง SCC ยังเป็นหนึ่งในผู้อยู่รอดรับวงจร spread ฟื้นตัวของปิโตรเคมีระยะยาวที่ oversupply ลดลงจากการ rationalized ทั่วโลกที่เร่งขึ้น


บล.กรุงศรี ระบุว่า SCC ประกาศหยุดผลิตโรงงาน Long Son Petrochemical/ LSP ในเวียดนามชั่วคราว (ไม่ใช่ force majeure) โดยการหยุดผลิตมาจากการจัดหาวัตถุดิบ (feedstock) ทดแทนแหล่งที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และใช้เวลาขนส่งยาวนานทำให้มีข้อจำกัดด้านความต่อเนื่อง ทั้งนี้การผลิตของ LSP จะดำเนินถึงช่วงกลาง พ.ค. 26 และหลังจากหยุดผลิตบริษัทประเมินจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่ที่เป็นรายการเงินสดราว 250 ลบ./เดือน


ในช่วงของการหยุดผลิต LSP บริษัทจะดำเนินการซ่อมบำรุงและเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน (LSPE) ที่จะเข้ามาเพิ่มความสามารถการแข่งขันในระยะยาว


โครงการ LSP มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์ราว 1.35 ล้านตันต่อปี (mta) คิดเป็นราว 28% ของกำลังการผลิตโอเลฟินส์ทั้งหมดของ SCC (4.75 mta) ซึ่งการหยุดผลิตดังกล่าวเมื่อรวมกับ ROC 1.35 mta เท่ากับ SCC หยุดผลิตโอเลฟินส์จากผลกระทบของการปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้วราว 57% ของกำลังการผลิตโอเลฟินส์ทั้งหมด


ทั้งนี้ บล.กรุงศรี มอง Negative ในระยะสั้นต่อการประกาศหยุดผลิตของโรง LSP ชั่วคราว คาดมีโอกาสน้อยที่โรง LSP จะกลับมาเปิดผลิตอีกครั้งก่อนการขนส่งผ่านฮอร์มุซคลี่คลาย การประกาศหยุดผลิตตั้งแต่กลาง พ.ค. 69 (มีสินค้าคงคลังพอขายถึงสิ้น พ.ค.) สะท้อนว่า feedstock จากแหล่งนอกฮอร์มุซมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (อ้างอิงไตรมาส 4/68 ที่ spread ของ HDPE 308 ดอลลาร์/ตัน และ PP 304 ดอลลาร์/ตัน ต่ำกว่า Break even point 400 ดอลลาร์/ตัน แต่ LSP ยัง run 90%) จน product spread จากต้นไตรมาส 2/69 HDPE-Naphtha ที่เพิ่มจากไตรมาสก่อนหน้าราว 211 ดอลลาร์/ตัน เป็น 535 ดอลลาร์/ตัน และ PP-Naphtha +161 ดอลลาร์/ตัน เป็น 491 ดอลลาร์/ตัน ยังไม่พอชดเชย


อย่างไรก็ตาม บล.กรุงศรี ประเมินการหยุดผลิต LSP ทุกๆ 1 เดือน จะทำให้มี downside ต่อประมาณการกำไรสุทธิราว -1,029 ล้านบาท หรือ -8% คิดเป็นราว -0.9 บาท/หุ้น


ส่วนกลยุทธ์ลงทุน คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 245 บาท/หุ้น โดยระยะสั้นราคาหุ้นจะมีแรงกดดันจากความกังวล downside ต่อกำไรจากการหยุดผลิตของ LSP หากราคาหุ้นปรับลงเกิน -17 บาท/หุ้น (สะท้อน downside worst case จากการหยุดผลิต LSP ยาวถึงสิ้นปี 2570 จนโครงการ LSPE เริ่ม COD)


บล.กรุงศรี มองสามารถทยอยซื้อได้ โดยคาดในสภาวะที่มีการหยุดผลิตชั่วคราวของโรง ROC และ LSP แรงหนุนจากธุรกิจซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์จะทำให้บริษัทยังเป็นหนึ่งในผู้อยู่รอดรับวงจร spread ฟื้นตัวของปิโตรเคมีในระยะยาวที่ oversupply ลดลงจากการ rationalized ทั่วโลกที่เร่งขึ้น (feedstock disruption)