Official Update :

SCGD ปรับกลยุทธ์สู้วิกฤต บริหารต้นทุน-รุกสินค้ามูลค่าสูง หลัง Q1/69 โตท้าความผันผวน 14% ทุ่มงบ 957 ลบ. รวมฐานผลิต คาดแล้วเสร็จปี 70

ในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการหลายรายยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน เศรษฐกิจชะลอตัว และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ เกมการแข่งขันของธุรกิจวัสดุตกแต่งบ้านจึงไม่ได้วัดกันแค่ยอดขาย แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างต้นทุนและความสามารถในการปรับฐานการผลิตให้ตอบโจทย์ภูมิภาคได้เร็วกว่าเดิม ภาพดังกล่าวกำลังสะท้อนผ่าน SCGD หลังบริษัทเลือกเดินเกม “Regional Optimization” ปรับสมดุลฐานผลิตไทย-เวียดนาม ควบคู่การดันสินค้ามูลค่าสูงและเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก จนกลายเป็นหนึ่งในแรงหนุนสำคัญที่ช่วยพยุงความสามารถทำกำไรในช่วงที่ต้นทุนยังผันผวนต่อเนื่อง


คุณนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี แม้เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า รวมถึงต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง


ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 31% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.1% ของยอดขาย ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและการดำเนินงาน


แม้ว่ายอดขายรวมจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยและค่าเงินบาทที่แข็งค่า แต่หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายของบริษัทลดลงเพียง 4%


สำหรับปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงาน มาจากการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรับมือความผันผวนของราคาพลังงานและวัตถุดิบ ควบคู่กับการเดินหน้ากลยุทธ์สินค้ามูลค่าสูง ทั้งกลุ่ม High Value Added (HVA) และ High Value Prime (HVP) โดยเฉพาะกลุ่ม HVP ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 18% ในไตรมาสนี้


นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนการใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ 13.6% และพลังงานชีวมวล (Biomass) 25% ช่วยลดต้นทุนพลังงานฟอสซิลได้กว่า 390 ล้านบาท ส่งผลให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานน้อยกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรม


ในด้านแผนยุทธศาสตร์ บริษัทเตรียมลงทุน 957 ล้านบาท เพื่อรวมฐานการผลิตกระเบื้องในจังหวัดสระบุรี จากเดิม 4 โรงงาน เหลือ 2 โรงงาน ภายในไตรมาส 3/2570 ภายใต้แผน Thailand Consolidation โดยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้สูงสุด 20% และเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานได้มากขึ้น


ขณะเดียวกัน SCGD ยังอนุมัติงบลงทุนขยายกำลังการผลิตกระเบื้องพอร์ซเลนในเวียดนาม ผ่านโรงงาน Prime Group ทางภาคเหนือ เพิ่มอีก 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมจะเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตรต่อปี รองรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก


ด้านสถานะทางการเงิน บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 9,100 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเพียง 0.2 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่งและพร้อมรองรับแผนลงทุนในอนาคต


นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวนวัตกรรม “กระเบื้องเรืองแสง” หรือ Glow in the Dark ซึ่งผลิตจากฐานการผลิตในเวียดนาม สามารถเปล่งแสงในที่มืดเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและตอบโจทย์ด้านดีไซน์ โดยคาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายได้ภายในไตรมาส 2 ปีนี้


“สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 แม้ยังมีปัจจัยท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน แต่บริษัทเชื่อว่าการรวมศูนย์การผลิตในไทย และการใช้ฐานการผลิตเวียดนามเป็นฐานส่งออกภายใต้กลยุทธ์ Regional Optimization จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” คุณนำพล กล่าวทิ้งท้าย