ดักเก็บแบงก์รับ 2 เด้ง NIM ฟื้น-ปันผลเด่น โบรกฯ แนะกลยุทธ์ Barbell Strategy ชู KTB-BBL-KBANK ราคา Laggard
หุ้นกลุ่มธนาคารกำลังเข้าสู่จังหวะ Catch-up Play ที่น่าสนใจ หลังราคาหุ้นจากต้นปี 2569 ปรับตัวขึ้นเพียง 4% ตามหลัง SET Index ที่พุ่งทะยานไปแล้วกว่า 18% ท่ามกลางทิศทางดอกเบี้ยโลกและไทยที่เริ่มนิ่งสนิท โบรกฯ มองส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/69 และเตรียมฟื้นตัวในครึ่งหลังปี 2569 โดยชี้เป้าจังหวะสะสมก่อนเข้าสู่เทศกาลปันผลระหว่างกาล (ก.ค.-ส.ค.) เน้นหุ้นธนาคารที่มีกันชนแข็งแกร่งและราคายัง Laggard
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า NIM ของธนาคารใหญ่มีแนวโน้มดีขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2569 หลังผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/69 ขณะที่การเข้าสู่ช่วงประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล (ก.ค. - ส.ค.) มองเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในกลุ่มฯ ประกอบกับ SETBANK YTD ปรับขึ้นเพียง 4% เทียบ SET บวก 18% ทำให้ Risk to reward กลุ่มฯ น่าสนใจ และเปิดทาง Trading ในเชิง Catch-up play ในช่วงครึ่งปีหลัง
หากพิจารณาข้อมูลในอดีตหลังดอกเบี้ยนโยบายลดจนถึงจุดที่ทรงตัว พบว่าในระยะกลาง - ยาว SETBANK มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัว หลังวัฎจักรของ NIM ขาลงสิ้นสุด โดยธนาคารใหญ่ที่มีสัดส่วนสินเชื่อ Floating rate สูง แรงกดดันด้าน NIM จะเบาลงกว่าและได้ประโยชน์เชิง Sentiment ในระยะถัดไป เรียงดังนี้
BBL (90%)
KTB (83%)
KBANK (80%)
SCB (72%)
BAY (62%)
TTB (58%)
ขณะที่ระดับ GDP ไทยปีนี้เติบโต 1.5% แม้ยังสอดคล้องกับมุมมองของแต่ละธนาคาร แต่ความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามยังอยู่ ทำให้ประเมินว่าธนาคารที่มี Coverage ratio สูง จะมีกันต่อความเสี่ยงด้าน Credit cost ได้ดีกว่า โดยธนาคารใหญ่ที่มี Coverage ratio สูง 3 อันดับแรก ได้แก่ BBL (318%), KTB (201%), KBANK (161%)
สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แนะนำ Barbell strategy ให้กลุ่ม ธนาคารอยู่ฝั่งหุ้นปันผลสูง ช่วยสร้างกระแสเงินสดจากปันผลยามเศรษฐกิจยังผันผวน (อีกฝั่งเป็นหุ้น Cyclical อย่างกลุ่มท่องเที่ยว รอ Tactical trigger คือ Brent ต่ำ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล)
ทั้งนี้ เน้นธนาคารที่มีกันชนสูงและได้ประโยชน์จากเสถียรภาพของ NIM อย่าง KTB ในขณะที่ KBANK กับ BBL ซึ่ง PBV ซื้อขาย 0.8 เท่า และ 0.5 เท่า ตามลำดับ ไม่เท่าธนาคารอื่นที่ 0.9 เท่าขึ้นไปเป็น Laggard play
