อนุวัตรจัดให้!! GCAP แตกไลน์ธุรกิจ สร้างสนามบิน “เกาะเต่า” เปิดใช้ ก.ย.65

นายอนุวัตร โกศล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP เปิดเผยถึงทิศทางบริษัทในปี 2565 ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 ที่เกิดขึ้นในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจหลายอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ให้บริการทางด้านสินเชื่อที่ได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ บริษัทจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาธุรกิจในทุกๆมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาระดับรายได้ การลดรายจ่าย การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น


ทั้งนี้ นอกเหนือจากการปรับตัวเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น บริษัทฯยังมองหาโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจในสถานการณ์ที่แม้ว่าจะเป็นวิกฤตอย่างปัจจุบัน โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้ศึกษาการสร้างรายได้ในด้านอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างสมดุลของโครงสร้างรายได้ให้มากขึ้น รวมถึงการเปิดรับพันธมิตรใหม่ที่สนใจจะเข้าร่วมทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ


ที่ผ่านมา บริษัทฯได้ทำการศึกษากับกลุ่มผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตร โดยล่าสุดได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) กับกลุ่มพันธมิตรเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างสนามบินที่เกาะเต่า จังหวัดชุมพร เพราะบริษัทเล็งเห็นว่าเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับสู่สภาวะปกติ ภาคการท่องเที่ยวจะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างโอกาสให้อย่างมากเพราะการท่องเที่ยวในประเทศไทย ยังได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกและจากคนไทย    


เกาะเต่าเป็นอีก 1 ในจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกรวมถึงนักท่องเที่ยวไทย เป็นแหล่งดำน้ำอันดับ 3 ของโลก ปัจจุบันการเดินทางไปยังเกาะเต่า ใช้เวลาค่อนข้างนาน การเดินทางไม่ค่อยสะดวกมากนัก หากมีสนามบินจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวได้สะดวกมากขึ้น และเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจได้อีกด้วย โดยคาดว่าถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดจะสามารถใช้สนามบินได้ประมาณ 1 ปีหลังจากนี้” นายอนุวัตรกล่าว


สำหรับการศึกษาในเรื่องของการสร้างสนามบินในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากกลุ่มลูกค้าของบริษัทที่มีศักยภาพ มีความพร้อมและต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน โดยบริษัทฯในฐานะผู้ให้บริการทางด้านสินเชื่อก็พร้อมที่จะสนับสนุนลูกค้า หรือจะเป็นพันธมิตรใหม่ที่จะเข้ามาร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจรองรับสถานการณ์วิกฤตที่เชื่อว่าจะดีขึ้นหลังจากนี้


ขณะที่โครงสร้างการลงทุนในโครงการดังกล่าว บริษัทจะมีการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการธุรกิจ โดยบริษัทมีผู้ร่วมลงทุนอยู่ 2 ส่วน จะแบ่งเป็นส่วนแรก ดำเนินธุรกิจการบิน โดยจะถือหุ้นระหว่างบริษัท และ บริษัท เอเชีย แอนด์ เทคโนโลยี่ จำกัด หรือ AAP ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วนธุรกิจการสร้างสนามบินก็เช่นกัน จะมีการถือหุ้นระหว่างบริษัท และเจ้าของที่ดิน โดยบริษัทก็จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เบื้องต้นประเมินจุดคุ้มทุนใน 3-5 ปี คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงเดือน ก.ย.2565 โดยอยู่ระหว่างสำรวจงบลงทุน คาดว่าจะได้ข้อสรุปใน 3 เดือนนับจากนี้ ส่วนคาดการณ์รายได้ และผู้ใช้บริการ อยู่ระหว่างประเมินโดยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งภายหลัง


“การลงทุนในโครงการดังกล่าว จะเป็นสนามบินขนาดเล็ก ให้บริการบินแบบการบินส่วนตัว และปลอดภัย มีขนาดรันเวย์ไม่เกิน 1 กม.มีเนื้อที่ 100 ไร่ โดยเป็นการสร้างโอกาสใหม่ กระจายศักยภาพในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจท่องเที่ยวจะกลับมา  โดยมีเส้นทางให้บริการระยะแรกชุมพร-เกาะเต่า และสุราษฎร์ธานี-เกาะเต่า ส่วน ภูเก็ต-เกาะเต่า อู่ตะเภา-เกาะเต่า และหัวหิน-เกาะเต่า จะให้บริการระยะถัดไป”นายอนุวัตร


ด้านศักยภาพของ AAP นั้นประกอบด้วย เครื่องบินพร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์ ครูฝึกนักบินที่มีประสบการณ์ พร้อมเป็นนักบินเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตเพิ่มเติม เพื่อทำการบินพาณิชย์ คาดว่าจะได้รับใบอนุญาตในต้นปี 2565 และมีความสามารถใช้สนามบินชุมพร เพื่อเป็นฐานรับส่งลูกค้า และการซ่อมบำรุงเครื่องบิน


นอกจากนี้ AAP ซึ่งประกอบธุรกิจการบิน โดยได้รับใบอนุญาตจากกรมการบินพลเรือน ร่วมกับ คณะวิศวกรรม ลาดกระบัง ในการฝึกนักศึกษา ภาคพื้นและภาคอากาศ นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษา จะได้รับวุฒิปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมการบิน และนักบินพาณิชย์ ซึ่งมีสิทธิ์สอบ เพื่อได้รับ ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี พร้อมกับจบหลักสูตรการบินด้วยเครื่องวัดประกอบการบิน และหลักสูตรการบินด้วยเครื่องบินหลายเครื่องยนต์จากการบินพลเรือน


นายอนุวัตร กล่าวอีกว่า ด้านการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ กลุ่มเกษตรกร จะยังเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท โดยสัดส่วนของสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อส่วนบุคคลในปัจจุบันอยู่ในระดับร้อยละ 75 และ 25 ตามลำดับ โดยปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อราว 2,000 ล้านบาท วางเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ปีนี้ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท


ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสร้างการเติบโตให้กับบริษัท เพราะปัจจุบันจะเห็นได้ว่ากลุ่มคนทำงานที่มีความรู้ ความสามารถ ที่เริ่มเห็นทิศทางที่สนใจจะกลับไปทำงานทางด้านการเกษตร เพิ่มมูลค่าให้แก่พืชผลทางการเกษตร ต่อยอดจากสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ได้ทำมา ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่นคงทางด้านการเงิน มีแนวคิดในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตซึ่งจะช่วยให้มีรายได้จากการทำการเกษตรได้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม การปรับตัวไปตามทิศทางและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ หลังจากนี้บริษัทฯนอกเหนือจากจะให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องการขยายธุรกิจไปในหลายๆ มิติ เพื่อสร้างความสมดุลทางด้านรายได้แล้ว กลุ่มลูกค้าปัจจุบันบริษัทก็พร้อมจะสนับสนุนให้ลูกค้ามีความเข้มแข็งทางด้านธุรกิจอีก

This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”