Official Update :

TU แนวโน้มยังแกร่ง คงเป้ารายได้ทั้งปีโต 3-4% หลัง Q1/69 กวาดยอดขายทะลุ 3.2 หมื่นลบ. โบรกฯ แนะ “ซื้อ” ชูเป้า 14 บ. หวังยีลด์ 5.9%

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงกดดันทั้งด้านอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุน และภูมิรัฐศาสตร์ ภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลกจึงไม่ได้วัดกันเพียงการเติบโตของรายได้ หากแต่เป็นบทพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและรักษาคุณภาพกำไรในระยะยาว และในจังหวะเช่นนี้ ผู้นำธุรกิจอาหารทะเลระดับโลกอย่าง “ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” กำลังสะท้อนภาพของการปรับตัวเชิงโครงสร้างที่เริ่มส่งผ่านมายังผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ เสริมความเชื่อมั่นของตลาดท่ามกลางบริบทที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


คุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมียอดขายรวม 32,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายจากอัตราแลกเปลี่ยน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์ด้านราคาขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 2.8% โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและอาหารทะเลแช่แข็ง


หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 9.3% สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์อย่างต่อเนื่องในกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งการเติบโตก้าวกระโดดนั้นได้รับแรงหนุนหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น กำไรขั้นต้นที่เติบโต และการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ภายหลังค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการทรานส์ฟอร์เมชันทยอยลดลง ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,113 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น


สำหรับแนวโน้มปี 2569 คุณธีรพงศ์ กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจโลกที่ยังคงผันผวน ไทยยูเนี่ยนมีการติดตามสถานการณ์ด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด บริษัทยังคงยืนประมาณการทั้งปีในระดับเดิม โดยตั้งเป้ายอดขายเติบโต 3–4% อัตรากำไรขั้นต้นที่ 19–20% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ที่ 13.5–14.5% นอกจากนี้ บริษัทยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยยังคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่า 50%


ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” TU ที่ราคาเป้าหมายปี 2569 เท่ากับ 14 บาท อิงวิธีประเมินมูลค่าด้วย PE ที่ 13.7 เท่า +2 S.D. ซึ่งเทียบเท่าค่าเฉลี่ยที่ 10.5 เท่า ย้อนหลัง 5 ปี ขณะที่ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PE 9.4 เท่า โดยซื้อขายที่ราคาดิสเคานต์ เนื่องจากผลกระทบของค่าเงินบาทแข็งค่า และผลกระทบทางอ้อมจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง


อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการบริหารที่มีประสิทธิภาพและการกระตุ้นยอดขายในสินค้า High margin รวมถึงความสามารถในการปรับราคาเพื่อส่งผ่านต้นทุนสำหรับการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ รับ Sentiment เชิงบวกจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐที่ลดลงในอัตรา 10% ทั้งนี้ สำหรับปี 2569 คาดหวัง Dividend Yield ที่ 5.9%