“เอเซียพลัส” เผยประเด็นน่าจับตา หลัง MSCI ปรับน้ำหนักรอบใหม่ ชี้หุ้นไทยเสี่ยงโดนเบียดลดสัดส่วน หวั่นทุนไหลเข้าหาตลาดใหญ่ภูมิภาค
การปรับดัชนี MSCI โดยปกติจะส่งผ่านแรงซื้อขายของกองทุนที่อิงดัชนี ทำให้เกิดการปรับพอร์ตในช่วงวันที่มีผลบังคับใช้ ขณะเดียวกัน ตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติและภาพรวมการจัดสรรการลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในระยะถัดไป
ทั้งนี้ การประกาศทบทวนรายชื่อหุ้นและปรับน้ำหนักการลงทุน (Rebalancing) ของดัชนี MSCI รอบล่าสุด มีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดวันที่ 29 พ.ค. 2026 โดยรอบนี้มีการปรับเฉพาะ MSCI Global Small Cap Index เท่านั้น หุ้นที่ถูกคัดเข้า ได้แก่ MRDIYT และ TFG ซึ่งโดยธรรมชาติการถูกเพิ่มเข้าคำนวณในดัชนีมักเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น จากแรงซื้อของกองทุน Passive Fund ที่อิงดัชนี MSCI เพื่อปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ ขณะที่หุ้นที่ถูกคัดออกคือ TOA ซึ่งมีโอกาสเผชิญแรงขายจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติในช่วงก่อนวันมีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ดี บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า แม้ในเชิงจำนวนหุ้นเข้าออกจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดอย่างมีนัยสำคัญ แต่ประเด็นที่ต้องจับตาเพิ่มขึ้นคือแรงกดดันต่อสัดส่วนน้ำหนักของตลาดหุ้นไทยในดัชนี MSCI ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานโดยตรง หากแต่เป็นผลจากการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นของตลาดหุ้นขนาดใหญ่ในภูมิภาคในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Korea (+38%), Taiwan (+30%) และ China (+5%)
เมื่อพิจารณาโครงสร้าง MSCI Emerging Markets จะพบว่า 3 ประเทศดังกล่าวมีสัดส่วนรวมกันราว 66% ของดัชนีทั้งหมด ส่งผลให้เม็ดเงินเชิงโครงสร้างมีแนวโน้มไหลไปยังตลาดที่มีขนาดและผลตอบแทนโดดเด่นมากกว่า ซึ่งโดยกลไกแล้วทำให้ตลาดที่มีขนาดเล็กกว่าและผลตอบแทนไม่เด่นเทียบเท่าในช่วงเดียวกัน เช่น Thailand มีแนวโน้มถูกลดน้ำหนักลงโดยปริยายในการรีบาลานซ์รอบถัดไป
