TKN ดีด 4.17% หลัง Q1/69 กำไรแตะ 101 ลบ. ชูกลยุทธ์ 3GO ลุยสร้างการเติบโต พร้อมกางแผนสู้ศึกต้นทุนบรรจุภัณฑ์พุ่ง
วันนี้ (14 พ.ค. 69) ราคาหุ้นของ TKN หรือ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ปรับตัวขึ้นตอบรับผลประกอบการไตรมาส 1/69 ที่ยังขยายตัวได้แม้รับรู้ค่าใช้จ่ายจากการหยุดธุรกิจ 71 หมูกระทะ
ล่าสุดราคาหุ้นอยู่ที่ 4 บาท เพิ่มขึ้น 0.16 บาท หรือ +4.17% จากวันก่อนหน้า
โดยบริษัทมีผลกำไรสุทธิไตรมาสที่ 1/69 จำนวน 101.1 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ 8.1% โดยได้รับปัจจัยบวกจากการมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขายที่สูงขึ้นด้วยการบริหารทั้งด้านรายได้และต้นทุนที่ดีขึ้น รวมถึงนำผลกำไรที่ดีขึ้นบางส่วนเพิ่มงบลงทุนด้านการตลาดในระยะยาวเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของตราสินค้าเถ้าแก่น้อยให้เป็นตราสินค้าที่รู้จักไปทั่วโลกตามกลยุทธ์ GO GLOBAL
ทั้งนี้ หากไม่รวมค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่เกิดขึ้นจากการหยุดธุรกิจ 71 หมูกระทะ บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้เป็นสัดส่วนต่อยอดขายที่ 9.7%
สำหรับแนวโน้มและความท้าทายในช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกในวงกว้าง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 20%
อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนบรรจุภัณฑ์หรือ Supply Chain Shock รวมถึงผลกระทบด้านการขนส่งและประกันภัยที่ทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้นตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ในด้านการบริหารจัดการเพื่อรองรับแรงกดดันดังกล่าว บริษัทมีมาตรการรับมือด้านราคาบรรจุภัณฑ์ในระยะสั้นด้วยการกระจายแหล่งซัพพลาย (Multi-sourcing) ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบราคาและทำสัญญาซื้อขายเพื่อตรึงราคาในช่วงที่ยังไม่สูงมากนัก พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณสินค้าคงเหลือมากขึ้นในช่วงที่การจัดหาตามห่วงโซ่อุปทานมีความผันผวน
ส่วนในระยะกลางได้เริ่มศึกษาการปรับขนาดซองให้กระชับกับตัวสินค้ามากขึ้น หรือ Reduce Headspace เพื่อลดการใช้พลาสติกและเพิ่มพื้นที่การขนส่งต่อลัง รวมถึงการปรับเปลี่ยนวัสดุทางเลือกและการบริหารปัจจัยภายในด้วยแผนฉุกเฉินที่รอบคอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ขณะที่แผนการดำเนินงานหลักยังคงเน้นกลยุทธ์ 3GO คือ GO FIRM, GO BOARD และ GO GLOBAL แบบมีความยืดหยุ่น โดยในปี 2569 นี้จะมุ่งเน้นในสองแกนหลัก คือ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการเพิ่มผลกำไรเพื่อสร้างมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้น ผ่านแนวทางดังนี้
1.การบริหารพอร์ตโฟลิโอและช่องทางการจำหน่าย โดยเน้นการขยายฐานธุรกิจและการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการสร้างแรงขับเคลื่อนในตลาดในประเทศด้วยสินค้าใหม่และการขยายไปสู่กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่สาหร่าย (Non-seaweed) ตลอดจนการขยายตลาด Traditional Trade ผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหม่
สำหรับตลาดต่างประเทศจะเน้นการฟื้นตัวในจีน อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมรุกตลาดกระแสหลักในอังกฤษและยุโรป โดยมี Global Ambassador เป็นตัวกลางสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก นอกจากนี้ยังเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในด้านการจ้างผลิต (OEM) และการพิจารณาควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A)
2.การสร้างความแข็งแกร่งด้านผลกำไร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการจัดการต้นทุนในแต่ละช่องทางจำหน่าย ด้วยการเลือกสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีและการใช้จ่ายทางการตลาดอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ทั้งการปรับปรุง Yield และลดความสูญเสียในกระบวนการ รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนอุปสงค์และอุปทานเพื่อลดสินค้าค้างสต๊อก
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องผ่านวัฒนธรรมองค์กร GREAT Culture และการยกระดับขีดความสามารถของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ล่าสุดราคาหุ้นอยู่ที่ 4 บาท เพิ่มขึ้น 0.16 บาท หรือ +4.17% จากวันก่อนหน้า
โดยบริษัทมีผลกำไรสุทธิไตรมาสที่ 1/69 จำนวน 101.1 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ 8.1% โดยได้รับปัจจัยบวกจากการมีสัดส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขายที่สูงขึ้นด้วยการบริหารทั้งด้านรายได้และต้นทุนที่ดีขึ้น รวมถึงนำผลกำไรที่ดีขึ้นบางส่วนเพิ่มงบลงทุนด้านการตลาดในระยะยาวเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของตราสินค้าเถ้าแก่น้อยให้เป็นตราสินค้าที่รู้จักไปทั่วโลกตามกลยุทธ์ GO GLOBAL
ทั้งนี้ หากไม่รวมค่าใช้จ่ายครั้งเดียวที่เกิดขึ้นจากการหยุดธุรกิจ 71 หมูกระทะ บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้เป็นสัดส่วนต่อยอดขายที่ 9.7%
สำหรับแนวโน้มและความท้าทายในช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกในวงกว้าง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์มีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 20%
อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนบรรจุภัณฑ์หรือ Supply Chain Shock รวมถึงผลกระทบด้านการขนส่งและประกันภัยที่ทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้นตามความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ในด้านการบริหารจัดการเพื่อรองรับแรงกดดันดังกล่าว บริษัทมีมาตรการรับมือด้านราคาบรรจุภัณฑ์ในระยะสั้นด้วยการกระจายแหล่งซัพพลาย (Multi-sourcing) ทั้งในและต่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบราคาและทำสัญญาซื้อขายเพื่อตรึงราคาในช่วงที่ยังไม่สูงมากนัก พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณสินค้าคงเหลือมากขึ้นในช่วงที่การจัดหาตามห่วงโซ่อุปทานมีความผันผวน
ส่วนในระยะกลางได้เริ่มศึกษาการปรับขนาดซองให้กระชับกับตัวสินค้ามากขึ้น หรือ Reduce Headspace เพื่อลดการใช้พลาสติกและเพิ่มพื้นที่การขนส่งต่อลัง รวมถึงการปรับเปลี่ยนวัสดุทางเลือกและการบริหารปัจจัยภายในด้วยแผนฉุกเฉินที่รอบคอบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
ขณะที่แผนการดำเนินงานหลักยังคงเน้นกลยุทธ์ 3GO คือ GO FIRM, GO BOARD และ GO GLOBAL แบบมีความยืดหยุ่น โดยในปี 2569 นี้จะมุ่งเน้นในสองแกนหลัก คือ การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการเพิ่มผลกำไรเพื่อสร้างมูลค่าแก่ผู้ถือหุ้น ผ่านแนวทางดังนี้
1.การบริหารพอร์ตโฟลิโอและช่องทางการจำหน่าย โดยเน้นการขยายฐานธุรกิจและการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการสร้างแรงขับเคลื่อนในตลาดในประเทศด้วยสินค้าใหม่และการขยายไปสู่กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่สาหร่าย (Non-seaweed) ตลอดจนการขยายตลาด Traditional Trade ผ่านตัวแทนจำหน่ายรายใหม่
สำหรับตลาดต่างประเทศจะเน้นการฟื้นตัวในจีน อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมรุกตลาดกระแสหลักในอังกฤษและยุโรป โดยมี Global Ambassador เป็นตัวกลางสร้างการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก นอกจากนี้ยังเปิดรับความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในด้านการจ้างผลิต (OEM) และการพิจารณาควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A)
2.การสร้างความแข็งแกร่งด้านผลกำไร โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการจัดการต้นทุนในแต่ละช่องทางจำหน่าย ด้วยการเลือกสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีและการใช้จ่ายทางการตลาดอย่างคุ้มค่า ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) ทั้งการปรับปรุง Yield และลดความสูญเสียในกระบวนการ รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการวางแผนอุปสงค์และอุปทานเพื่อลดสินค้าค้างสต๊อก
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องผ่านวัฒนธรรมองค์กร GREAT Culture และการยกระดับขีดความสามารถของหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
Updated 18 hours ago
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
Updated 20 hours ago
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
Updated 1 day ago
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
Updated 20 hours ago
Stock of the Day
ไทยติดโผ Rising Star ฐานผลิตโลกยุคใหม่ Verisk ชูศักยภาพรับ AI-Supply Chain ลุ้นดึง FDI หนุนเศรษฐกิจระยะยาว
Updated 1 day ago
Follow Us
News Update
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
