Official Update :

BAY ชู “Trusted Partner” ตั้งเป้าสินเชื่อรายใหญ่โต 2-4% เร่งปั้นดีล ESG-M&A-Data Center ดันเป้าการเงินยั่งยืนแตะ 3.5 แสนลบ.

BAY กางกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ปี 69 ชูคอนเซปต์ "Trusted Partner" ตั้งเป้าสินเชื่อโต 2-4% พร้อมอัพเป้าสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืนเพิ่มเป็น 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2030 หลังดีล Q1/69 ไหลเข้าต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มพลังงานทดแทน-Healthcare-Data Center พร้อมดึงเครือข่าย MUFG ปั้นดีล M&A-IPO หนุนลูกค้าขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ


นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY เปิดเผยว่า ธนาคารมุ่งยกระดับการเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ (Trusted Partner) เพื่อขับเคลื่อนความสำเร็จของลูกค้าและเศรษฐกิจไทยภายใต้แนวคิด "Sustainable Future for Client, Industry and Country"


ตั้งเป้าสินเชื่อรายใหญ่โต 2-4%

สำหรับเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 2-4% โดยภาพรวมสินเชื่อในช่วงไตรมาส 1/69 ติดลบเล็กน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจ แต่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนในช่วงไตรมาส 2/69 โดยมีดีลที่รอความชัดเจนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพการเติบโตสูง เช่น กลุ่มสุขภาพ (Healthcare), พลังงานทดแทน (Renewable Energy), อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และศูนย์ข้อมูล (Data Center)


ขณะเดียวกันธนาคารได้ประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินเพื่อโครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social and Sustainable Finance) จากเดิม 2.5 แสนล้านบาท เป็น 3.5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 หลังจากเป้าหมายเดิมสามารถทำได้สำเร็จแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความตื่นตัวของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ในการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero


โดยในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารประสบความสำเร็จในการสนับสนุนดีลสำคัญด้าน ESG หลายโครงการ เช่น

BEM: ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน 8,000 ล้านบาท และสนับสนุนสินเชื่อยั่งยืน 3,000 ล้านบาท


RATCH Group: ออกหุ้นกู้ Green Debenture 3,500 ล้านบาท และ Green Loan 5,000 ล้านบาท


One Bangkok: สนับสนุนสินเชื่อ Green Loan มูลค่า 10,000 ล้านบาท


Thai Union: ความร่วมมือด้าน Blue Loan กับ ADB และ IFC


ดึง Synergy MUFG รุกดีลข้ามชาติ-ที่ปรึกษาการเงิน

ในด้านวาณิชธนกิจ (IB) ธนาคารเตรียมรุกหนักผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายระดับโลกของ MUFG ทั้งในส่วนของดีล Inbound ที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย (FDI) โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีน ในกลุ่มแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) และ Data Center รวมถึงดีล Outbound ที่พาลูกค้าไทยไปขยายธุรกิจในต่างประเทศผ่านบริการ Offshore Financing


ส่วนงานที่ปรึกษา ธนาคารเห็นแนวโน้มการควบรวมกิจการ (M&A) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ของลูกค้าหลายรายที่เริ่มกลับมา Re-visit แผนงานอีกครั้งหลังจากชะลอไปก่อนหน้านี้ รวมถึงโอกาสในการระดมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงครึ่งปีหลัง


ทั้งนี้ นายประกอบ กล่าวเสริมถึงมุมมองเศรษฐกิจว่า แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัย Geopolitical และนโยบายของสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ธนาคารเชื่อว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น่าลงทุนและมีความปลอดภัยสูง (Safe Haven) โดยเฉพาะการเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยี AI และ Data Center ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อการเติบโตของสินเชื่อรายใหญ่ในระยะยาว


"เราไม่ได้เป็นแค่คนปล่อยกู้ แต่เราเป็น Enabler ที่นำโซลูชันทางการเงิน ความรู้ และเครือข่าย MUFG มาสร้าง Value Creation ให้ลูกค้าเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืน" นายประกอบ กล่าวปิดท้าย