กลุ่ม “Non-Bank” สะเทือนแค่ไหน เมื่อ SCB กำลังจะแปลงร่าง!!
หลังจากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB มีการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัว มีแผนรุก digital platform มากขึ้น และมีแผนรุกสินเชื่อจำนำทะเบียน หนุนการเติบโตของสินเชื่อ ตามที่ได้ประกาศกันเป็นข่าวใหญ่โตจนเป็นจุดสปอร์ตไลท์ที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตามนักลงทุนคงจะได้พอรู้ข้อมูลเบื้องลึกกันไปบ้างแล้ว
โดย บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มีมุมมองเป็นบวก จากการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจธนาคาร โดยมีการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัว มีแผนรุก digital platform มากขึ้น และมีแผนรุกสินเชื่อจำนำทะเบียน หนุนการเติบโตของสินเชื่อ และอัตราผลตอบแทนสินเชื่อในระยะยาว
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณกำไรปี 64-65 เพิ่มขึ้น +0.4%/0.2% เพื่อสะท้อนต่อทิศทางของประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ดีขึ้น รวมถึงโอกาสการเติบโตในธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายปี 65 เป็น 150 พร้อมกับเลือก SCB เป็น Top pick
อย่างไรก็ตาม มีมุมมอง slightly negative ต่อกลุ่ม Consumer Finance จากประเด็นเรื่อง SCB ปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจทางการเงิน และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับแผนการปรับโครงสร้างการถือหุ้น เพราะเรามองว่าการแข่งขันมีความรุนแรงมากขึ้น อาจทำให้การเติบโตของสินเชื่อรวมมีแนวโน้มช้าลง
โดยมองว่าไม่กระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะช่วงแรกยังอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้าง และบริษัทรายเล็กจะได้ผลกระทบก่อน สำหรับระยะยาวเรามีความกังวลต่อการเติบโตของสินเชื่อรวมมากขึ้น ดังนั้นเรามีแนวโน้มที่จะปรับ PBV multiple ลง
ทั้งนี้ได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้น ภายใต้สมมติฐานพอร์ตที่ได้รับผลกระทบลดลงทุก 1% ดังนี้ 1.สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ 2. สินเชื่อเช่าซื้อกลุ่มรถยนต์หรู 3. สินเชื่อบัตรเครดิต และ4. สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จะทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มมี downside -0.7% โดยเราคาดว่า MICRO เป็นตัวเดียวในกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุก
ระยะสั้นกลุ่ม consumer finance อาจยังมีความกังวลในเรื่องการรุกสินเชื่อรายย่อยของ SCB อย่างไรก็ตามเรามองว่าผลกระทบต่อกำไรสุทธิค่อนข้างจำกัด ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า และกำไรสุทธิในช่วง 4Q21-2022F คาดฟื้นตัว ดังนั้นเรามองว่าเป็นโอกาสในการสะสม โดยคง TIDLOR และ MICRO
ปรับฐานแรง...โอกาสสะสม
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มเช่าซื้อปรับฐานเฉลี่ยราว 3% จากวันก่อนหน้า จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างธุรกิจของ SCB จะทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมสินเชื่อบุคคล บัตรเครดิตและจำนำทะเบียนรุนแรงขึ้น ทั้งที่ยังไม่ได้แผนที่ชัดเจนมากนัก
โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าผู้ประกอบการกลุ่มจำนำทะเบียนจะได้รับผลกระทบจำกัด เพราะอุตสาหกรรมสินเชื่อจำนำทะเบียนต้องใช้สาขามากและอนุมัติสินเชื่อเร็ว ซึ่งปัจจุบัน SCB ยังไม่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ ส่วนธุรกิจสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตของ SCB ฝ่ายวิจัยประเมินว่าลูกค้าเป็นคนละกลุ่มกับ AEONTS ขณะที่ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ได้แก่ BAM และ JMT แทบไม่ได้รับผลกระทบ
ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิกลุ่มเช่าซื้อปี 64-65 จะเติบโต 15% จากปีก่อน และ 19% จากปีก่อน เพราะแนวโน้มสินเชื่อสุทธิจะเติบโต 11% และ 14% จากความต้องการใช้เงินมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มเช่าซื้อ “เท่าตลาด” โดยเลือก MTC ราคาเหมาะสม 72บาท และ JMT ราคาเหมาะสม 57 บาท เป็น Top pick และแนะนำซื้อ AEONTS ราคาเหมาะสม 280 ล้านบาท
มีแผนกลยุทธ์ต่อสู้
ฝ่ายวิจัยประเมินว่าผู้ประกอบการกลุ่มเช่าซื้อสามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญมากกว่าธนาคารในการประกอบธุรกิจของตัวเอง อีกทั้ง ยังมีจุดเด่นหลายด้านและมีกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันกับทางธนาคาร ขณะที่ธุรกิจบริหารสินทรัพย์แทบไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าว โดยสรุปได้ดังนี้
ธุรกิจจำนำทะเบียน: ฝ่ายวิจัยประเมินว่าการปรับโครงสร้างของ SCB ที่มีแผนจะทำธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนภายใต้บริษัท AutoX จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการกลุ่มจำนำทะเบียนจำกัด แม้ SCBX จะมีจุดเด่นด้านต้นทุนทางการเงินถูกกว่าผู้ประกอบการจำนำทะเบียน
แต่อย่างไรก็ตาม ประเมินว่ากลุ่มลูกค้าเป็นคนละกลุ่ม ซึ่ง SCBX ยังไม่มีความเชี่ยวชาญ โดยกลุ่มลูกค้าของธุรกิจจำนำทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อย มีอาชีพเป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป มีพฤติกรรมชอบไปขอกู้เงินและชำระเงินที่สาขา โดย MTC SAWAD และ TIDLOR มีสาขามากถึง 5,284, 4,840 และ 1,200 สาขา ตามลำดับ เทียบกับ SCB ที่มีเพียง 908 สาขา (และ SCBX มีแผนจะสร้างแบรนด์ใหม่ อาจจะไม่ได้ใช้สาขาของ SCB ในการทำตลาดด้วย) ทำให้การบริการและเข้าถึงลูกค้าดีกว่าธนาคารทั่วไปมากอีกทั้ง ยังมีจุดเด่นที่อนุมัติสินเชื่อเร็ว
นอกจากนี้ ประเมินว่าผู้ประกอบการสินเชื่อจำนำทะเบียนจะสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดไปสู่ลูกค้าที่กู้ยืมหนี้นอกระบบได้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากถึงหลายแสนล้านบาท หรือการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องติดตามด้านการเก็บเงินด้วย เช่น หาก SCBX มาทำธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนแล้วเก็บเงินค่างวดได้ไม่ตามเป้าหมาย จะส่งผลกระทบให้ SCBX ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่าการปรับโครงสร้างของ SCB จะกระทบผู้ประกอบการจำนำทะเบียนรายย่อยเป็นหลักมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง MTC SAWAD และ TIDLOR
ด้านธุรกิจบัตรเครดิต การปรับโครงสร้างของ SCB และมีแผนจะ Spin off ธุรกิจสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตเข้าตลาดหุ้นในอนาคต จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการกลุ่มบัตรเครดิตบ้าง จากแนวโน้มการแข่งขันที่อาจรุนแรงมากขึ้น ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากลุ่มลูกค้าบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลของ AEONTS กับ SCBX เป็นคนละกลุ่มกัน โดยกลุ่มลูกค้าของ AEONTS จะเป็นลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า SCBX อยู่บ้างและอยู่ต่างจังหวัดเป็นหลัก จึงยังต้องติดตามแผนการเป้าหมายกลุ่มลูกค้าและสินเชื่อของ SCBX ว่าเป็นอย่างไรในอนาคต
ส่วนธุรกิจเช่าซื้อรถหรู การที่ SCB ที่ร่วมมือกับบ. มิลเลนเนียมกรุ๊ป จัดตั้งบริษัท Alpha X เพื่อทำธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์หรู รถจักรยานยนต์หรู (Big Bike) และยานพาหนะทางน้ำ จะกระทบ THANI จำกัด โดย THANI มีสัดส่วนสินเชื่อที่เป็นกลุ่มรถยนต์และรถจักรยานยนต์หรูราว 27% ของสินเชื่อรวม และ THANI ก็มีฐานลูกค้าของตัวเองอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับดีลเลอร์ นอกจากนี้เฉลี่ยของ THANI อยู่ค่อนข้างต่ำที่ 2.5% จึงประเมินว่า THANI จะบริหารจัดการได้
ทิศทางกำไรเติบโต
คงประมาณการ คาดแนวโน้มกำไรสุทธิปี 64-65 ของกลุ่มเช่าซื้อจะเติบโต 15.2% จากปีก่อน และ 18.7% จากปีก่อน มาที่ 25,000 ล้านบาท และ 30,000 ล้านบาท จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว การกระจายวัคซีนได้มากขึ้น หนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น
ดังนั้นส่งผลให้ความต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แม้ฝ่ายวิจัย ASPS คาด GDP ปี 2564 จะอ่อนตัวลง 0.4% yoy แต่จะฟื้นตัวดีขึ้นในปี 2565 ส่งผลบวกให้แนวโน้มสินเชื่อกลุ่มฯ ปี 2564-65 จะเติบโต 11.1% จากปีก่อน และ 13.7% จากปี 64 มาที่ 3.8 แสนล้านบาท และ 4.3 แสนล้านบาท

