BGRIM ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ราคาหุ้นจะสะท้อนปัจจัยบวก
BGRIM หรือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในหุ้นโรงไฟฟ้าที่น่าจับตา โดยมีการขยายโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นช้า (Laggard) เมื่อเทียบกับ GULF และ GPSC ซึ่งจะเป็นเพราะสาเหตุอะไร และจะยังเข้าลงทุนได้หรือไม่ ทีมข่าว Wealthy Thaiหาคำตอบมาให้แล้ว
สำหรับ ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดงวด 6 เดือน ปี 64 มีกำไรแล้ว 1,632.94 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.7% จากช่วงเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 1,097.83 ล้านบาท
“ราคาหุ้น BGRIM ค่อนข้างปรับขึ้นช้า (Laggard) เทียบกับ GULF และ GPSC เพราะความล่าช้าของการลงทุนโครงการใหม่ อย่างไรก็ดี เชื่อว่าก่อนสิ้นปีนี้จะมีข้อสรุปโครงการใหม่ขนาด 200-300 MWe โดยราคาปิดล่าสุดยังต่ำกว่าราคาพื้นฐานที่ประเมินจากโครงการในมือไม่รวมโครงการใหม่ และ P/B ล่าสุดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี ย้อนหลัง จึงมองราคาหุ้นมีความเสี่ยงต่ำโดยมีปัจจัยเร่งลุ้นโครงการใหม่ จึงแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 50 บาท” มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
โดย BGRIM กำไรปีนี้ยังเติบโตได้จากการขายไฟฟ้าอุตสาหกรรมฟื้นตัวชดเชยต้นทุนพลังงานปรับขึ้น จึงคงประมาณการกำไรปีนี้ 3.1 พันล้านบาท เติบโต 42%จากปีก่อน เนื่องจากรายการ FX ที่ปีนี้สูงกว่าปีก่อน อย่างไรก็ดี หากไม่รวมรายการ FX ทิศทางกำไรปกติปีนี้ยังเติบโตได้ดี 14%จากปีก่อน โดยประเมินรายได้เพิ่ม 5% จากการขายไฟฟ้าอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นจากปีก่อนและการใช้กำลังการผลิตมากขึ้น
ขณะที่ GPM ยังเพิ่มขึ้นแม้ว่าราคาก๊าซจะเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังปี 64 แต่การผลิตมากขึ้นช่วยลดภาระต้นทุนคงที่ได้ อีกทั้งผลกระทบจากราคาก๊าซปรับขึ้น ในส่วนของการขายไฟฟ้าให้ EGAT (61% ของรายได้) รับการชดเชยได้ตามสัญญา SPP ส่วนจากการขายไฟฟ้าอุตสาหกรรม (ราว 24% ของรายได้) ต้องรอการปรับราคาผ่านการขึ้นค่า FT ที่ช้ากว่าราคาก๊าซที่ปรับขึ้นไปแล้ว ผลกระทบต่อ Margin ไม่มาก ทำให้กำไรปกติปีนี้ยังเติบโตได้
ขณะที่กำไรปี 2565 มีแนวโน้มเติบโต 21% ตามกำลังการผลิตใหม่ ทั้งนี้หากมีข้อสรุปการซื้อโรงไฟฟ้าใหม่โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ผลิตแล้ว จะเป็นส่วนเพิ่มจากประมาณการของทางฝ่ายในปี 2564-2565
มีลุ้นโครงการใหม่เข้ามาเสริมในครึ่งหลัง 64
บริษัทยังต้องหาโครงการใหม่มาเติมกำลังการผลิตในปี 67-68 โดยคงแผนงานหาโครงการใหม่ในครึ่งหลังปี 64 แม้ว่าที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า แต่ล่าสุด ทางบริษัทคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ (สร้างใหม่) และการซื้อกิจการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว (M&A) ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเพิ่มเติม
ทั้งนี้แบ่งเป็นโครงการใหม่สร้างใหม่ 500-1,000 MW และโครงการที่ดำเนินการแล้วที่ทางบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาซื้อ ซึ่งน่าจะมีข้อสรุปในครึ่งหลังปี 64 แบ่งเป็นโรงไฟฟ้า SPP ในประเทศไทย 3-4 โครงการ กำลังการผลิตราว 300-350 MW
ขณะที่ยังเจรจาโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในมาเลเซีย 200-250 MW และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เกาหลีใต้ เฟส 1 (100-150 MW) ในเวลาเดียวกันยังสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่เวียดนาม (2,000-3,000 MW)
ทั้งนี้ยังรอความชัดเจนจากแผนพัฒนาไฟฟ้าของเวียดนามฉบับใหม่ ซึ่งมีความล่าช้าจากการผลัดเปลี่ยนนายกรัฐรัฐมนตรี และปัญหา COVID-19 ทางฝ่ายวิจัยจึงคาดความคืบหน้าการลงทุนโครงการใหม่ก่อนสิ้นปีนี้เป็นปัจจัยเร่งเชิงบวกต่อราคาหุ้นที่รออยู่
สำหรับภาพรวมกำลังการผลิตในมือยังเติบโตปีนี้ไม่มาก แต่จะสูงขึ้นในปี 65-66 และเพิ่มเล็กน้อยในปี 67-68โดยกำลังการผลิตปีนี้เติบโต 1% เป็น 1,953 MWe จากโครงการไฟฟ้าพลังลม บ่อทอง กำลังการผลิต 14.8 MWe และส่วนขยายโรงไฟฟ้าก๊าซ BGPM หลังจทกนั้นในปี 65 จะเพิ่มขึ้น 11% เป็น 2,178 MWe จากโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ อู่ตะเภา, 5 โครงการ SPP ทดแทน และ 2 โครงการพลังน้ำที่ลาว
ส่วนปี 66 คาดกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,464 MWe จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาว, โรงไฟฟ้าก๊าซ อ่างทอง และโรงไฟฟ้าไฮบริด อู่ตะเภา ในขณะที่ปี 67 และ 68 กำลังการผลิตเพิ่มราว 1% ต่อปี เพราะมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาว ขนาดเล็กเข้ามา
ปี 73 กำลังการผลิต 1 หมื่น MW
ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ระบุว่า คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/64 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน โดยปัจจัยหนุนการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดจะมาจากผลขาดทุนจาก FX ที่น้อยลงจากการลงทุนในเวียดนาม โดยคาดว่ากำไรปกติจะทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผู้บริหารตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็น 7,200 MW ภายในปี 68 และเพิ่มเป็น 10,000 MW ภายในปี 73 ในปัจจุบัน โดย BGRIM มีโครงการโรงไฟฟ้าอยู่ที่ 3,502 MW ในระยะเวลา 10 ปี ผู้บริหาร BGRIM วางแผนลงทุนด้วยเม็ดเงินราว 250-300 พันล้านบาทโดยสัดส่วน 85-90%จากเงินก้อนนี้จะนำไปจัดสรรแก่ธุรกิจพลังงานไฟฟ้า (Power) ส่วนที่เหลืออีก 10-15% จะนำไปจัดสรรแก่ธุรกิจประเภทอื่นที่ไม่ใช่พลังงานไฟฟ้า (non-power) BGRIM
ดังนั้นจึงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 55 บาท โดย BGRIM กำลังศึกษาเข้าลงทุนทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหลักและพลังงานทางเลือกในไทย,มาเลเซีย,เกาหลีใต้และเวียดนาม คาดว่าการขยายกำลังผลิตจะเป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนการเติบโตในระยะยาวได้

