SET วันนี้ปิดลบ 12 จุด แรงขายบิ๊กแคปกดตลาด DELTA นำทีมหุ้นอิเล็กฯ ร่วง คาด FTSE Rebalance กดดัน
SET วันนี้ปิดลบ 12.56 จุด จากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่กดดันตลาด ท่ามกลางความผันผวนจากการปรับพอร์ตตาม FTSE Rebalance ที่มีผลบังคับใช้ในราคาปิดวันนี้ ขณะที่ยังมีแรงซื้อสลับเข้ามาในบางกลุ่ม ช่วยจำกัดการปรับตัวลงของดัชนีบางส่วน
วันนี้ (19 มิ.ย.69) ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปิดตลาดที่ระดับ 1,572.50 จุด ลดลง 12.56 จุด หรือ -0.79% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 68,931.29 ล้านบาท
โดย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ SET Index -12.56 จุด (-0.79%) ปิดตลาดที่ระดับ 1,573 จุด มูลค่าการ ซื้อขาย 6.89 หมื่นล้านบาท (หุ้นปรับลง 223 บริษัท, ปรับขึ้น 219 บริษัท) ดัชนีผันผวนคาดเป็น side effect จาก FTSE Rebalance ซึ่งมีผลบังคับโดยใช้ราคาปิด ณ วันนี้ (Net Outflow) หุ้นที่ปรับลงกดตลาดส่วนใหญ่เป็นหุ้น Big Cap นำลงโดยกลุ่ม อิเล็กฯ (DELTA, HANA), ค้าปลีก (CPALL, CPAXT, GLOBAL), ธนาคาร (KTB, TTB, SCB)
อย่างไรก็ตามยังมีแรงซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามยุติในธีม De-Escalation ช่วยพยุงดัชนี อาทิ กลุ่มโรงแรม (MINT, CENTEL, ERW), กลุ่มโรงพยาบาล (BH, BDMS, PR9) รวมถึงกลุ่มรับเหมาฯ ดักกระแสการลงทุนเร่งขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน (STECON, CK)
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นคือ
STECON (+86%), CK (+3.59%), ITD (+2.78%) ราคาหุ้นปรับขึ้น Outperform ตลาดรับคาดการณ์กระแสลงทุนในประเทศจะเร่งขึ้นทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมี AI, Data Center และ Mega project รัฐเป็นตัวขับเคลื่อน วานนี้มีข่าวดี S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือไทยที่ BBB+ ให้ Outlook มีเสถียรภาพ ชูจุดเด่นการเมืองมีเสถียรภาพหนุนโครงการรัฐเดินหน้าเร็ว อาทิ EEC และการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (PPP) นอกจากนี้ในช่วงไตรมาส 3 ยังเป็นช่วงเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ เป็น Growth story ให้กลุ่มรับเหมาฯ ยกกลุ่ม เราให้ STECON เป็น Top pick ราคาเป้าหมาย 20.60 บาท
BH (+27%), PR (+1.19%), BCH (+0.53%) De-Escalation play คาดหวังผู้ป่วยจากตะวันออกกลางกับมาเร่งตัวจาก Pent up ดีมานด์ที่อั้นมาในช่วงสงครามตะวันออกกลาง
MINT (+51%), CENTEL (+3.57%), ERW (+0.67%) สงครามยุติเป็นจิตวิทยาบวกโดยตรงกับหุ้นกลุ่มโรงแรม นักท่องเที่ยวจะมีความเชื่อมั่นในการเดินทางมากขึ้นหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกต่ออัตราการเข้าพักและ RevPAR ของธุรกิจโรงแรม
TOP (+12%), SPRC (+0.71%), PTTGC (+3.88%) แม้มีปัจจัยลบจากงบ 2Q26F ซึ่งคาดว่าจะมี stock loss จำนวนมากหลังราคาน้ำมันดิบร่วงแรง แต่ตลาดมองข้ามและประเมินราคาหุ้นลดลงสะท้อนปัจจัยนี้ไปแล้วพร้อมปรับมุมมองเป็นบวกเพราะราคาน้ำมันดิบที่ลดลงคือต้นทุนโรงกลั่นซึ่งจะลดลงตามราคาน้ำมันหนุนค่าการกลั่นกลับมาสูงขึ้นในช่วงถัดไป
TOA (+05%), EPG (+2.68%) นักลงทุนสลับเก็งกำไรในหุ้นที่คาดว่าจะได้ผลบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง เนื่องจากวัตถุดิบหลักในการผลิตสีและผลิตภัณฑ์เคลือบผิวส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มาจากกระบวนการปิโตรเคมี เช่น เรซิน ตัวทำละลาย (Solvent) และสารเติมแต่งต่างๆ ซึ่งราคาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบ
