Official Update :

“TFM” ผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์น้ำของไทย กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์น้ำที่สำคัญของโลก ปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำของไทยนอกจากจะเพียงต่อการบริโภคภายในประเทศแล้ว ยังมีปริมาณมากพอสำหรับการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ ทั่วโลก แต่ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาสัตว์น้ำจากการทำประมงของไทยมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นผลจากการจับสัตว์น้ำมากเกินไป ทำให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งอนาคตมีโอกาสที่สัดส่วนผลผลิตสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงจะมากขึ้น เพื่อทดแทนการจับสัตว์น้ำตามแหล่งธรรมชาติ


โดยประเทศไทยมีปริมาณการเพาะเลี้ยงกุ้งที่เติบโตขึ้นจาก 281,556 ตัน ในปี 2559 เป็น 305,761 ตัน ในปี 2562 และผลผลิตปลากะพงขาว เติบโตขึ้นจาก 60,000 ตัน ในปี 2559 เป็น 80,000 ตัน ในปี 2562 ส่งผลให้อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงอาหารสัตว์น้ำมีศักยภาพในการเติบโต ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีความพร้อมเพื่อรองรับโอกาสขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งนี้ จะช่วยสนับสนุนแหล่งเงินทุนและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ TFM



ธุรกิจขายอาหารสัตว์น้ำและสัตว์บก

สิ่งที่ทำให้ TFM เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำ คือ การมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนครอบคลุมทุกช่วงวัยของสัตว์น้ำ โดยผลิตภัณฑ์หลักของ TFM ได้แก่ อาหารกุ้ง อาหารปลา (รวมอาหารกบและอาหารปู) และอาหารสัตว์บก ดังนั้นสัดส่วนรายได้กว่า 98.6% จึงเป็นรายได้จากการขาย ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.4% เป็นรายได้อื่นๆ เช่น รายได้จากการให้บริการทางเทคนิคและการอนุญาตให้ใช้ชื่อทางการค้า รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์พลอยได้ เป็นต้น (ข้อมูลสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.. 64)



Market Shares ยังโตได้ในภาวะวิกฤติ

แม้ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำของไทย จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ซึ่งทำให้ความต้องการบริโภคสัตว์น้ำลดน้อยลง รวมถึงต้นทุนการขนส่งและวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นจากการล็อคดาวน์ในหลายประเทศ จะทำให้ภาพรวมต้นทุนด้านการผลิตเพิ่มขึ้น แต่ TFM ยังบริหารจัดการการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Shares) และกำไรยังเติบโต


ปี 2562                 มีรายได้รวม 4,906.8 ล้านบาท       กำไรสุทธิ 839.8 ล้านบาท

ปี 2563                 มีรายได้รวม 4,244.5 ล้านบาท       กำไรสุทธิ 410.4 ล้านบาท

6 เดือน ปี 2564       มีรายได้รวม 2,370.2 ล้านบาท       กำไรสุทธิ 100.4 ล้านบาท


ด้านส่วนแบ่งทางการตลาดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 25592563) ส่วนแบ่งทางการตลาดอาหารกุ้งของ TFM เติบโตขึ้นจาก 15.8% ในปี 2559 เป็น 16.5% ในปี 2563 ขณะที่อาหารปลารวมเติบโตขึ้นจาก 11.1% ในปี 2559 เป็น 12.3% ในปี 2563



นอกจาก TFM จะสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้แล้ว ยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดย 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2563) มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 1.0 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่ำกว่า 0.5 เท่า อีกทั้งยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่องประมาณ 540 – 800 ล้านบาทต่อปี



อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่แข็งแกร่ง สร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน

อีกหนึ่งความได้เปรียบที่ทำให้ TFM สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศได้ คือ การเป็นบริษัทในกลุ่ม TU หรือ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงการแปรรูปสัตว์น้ำของโลก ด้วยชื่อเสียงของกลุ่ม TU ในด้านคุณภาพของสินค้าและกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำในไทยและระดับสากล ส่งผลดีต่อชื่อเสียงของ TFM ทำให้ได้รับการยอมรับจากคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ การเป็นบริษัทในกลุ่ม TU ยังช่วยให้การจัดหาวัตถุดิบบางอย่าง เช่น เปลือกกุ้ง น้ำมันและผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปลาทูน่า เพื่อผลิตเป็นสารดึงดูดการกินอาหารของสัตว์น้ำ ทำได้สะดวกมากขึ้น ช่วยให้ TFM สามารถพัฒนาสูตรการผลิตที่แตกต่างจากผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำรายอื่น รวมถึงยังเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการต้นทุนและความต่อเนื่องในการจัดหาวัตถุดิบอีกด้วย



ระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโต

สำหรับการเติบโตในอนาคต TFM มองว่าในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์บกได้ เนื่องจากปัจจุบันมีส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างน้อย ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์น้ำของประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา ปากีสถาน และเมียนมา ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับ TFM ซึ่งมีความพร้อมทางด้านความรู้ความเชี่ยวชาญในการผลิตและอุตสาหกรรม เทคโนโลยีการผลิต เงินลงทุน และแบรนด์ที่มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในวงกว้างในไทยและในระดับสากล ที่จะขยายฐานลูกค้าในประเทศดังกล่าว


โดยการจะเติบโตได้ตามเป้าหมายนั้น จำเป็นต้องอาศัยแหล่งเงินทุนและสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ซึ่ง TFM มีแผนจะเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 109,300,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 21.9% ของหุ้นทั้งหมดหลังการไอพีโอ แบ่งเป็น

  1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 90,000,000 หุ้น

  2. หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวนไม่เกิน 19,300,000 หุ้น


ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุน TFM จะนำไปขยายธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำในประเทศอินโดนีเซีย ชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนธุรกิจ


การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กับ TFM  ที่เป็นบริษัทที่พร้อมจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน


ที่มา : บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) 
https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=344534