Official Update :

TSFC ทรานฟอร์มสู่ “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านสินเชื่อ” ขยายหลักประกัน DRs-หุ้นกู้-บอนด์ 30 ปี อัดสภาพคล่องเข้าระบบกว่าแสนล้าน

TSFC ประกาศยุทธศาสตร์ทศวรรษที่ 4 ยกระดับสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านสินเชื่อ มุ่งใช้เทคโนโลยี-ข้อมูล-AI ขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมขยายโซลูชันสินเชื่อ รับ DRs-หุ้นกู้-บอนด์ รุกตลาด Private Wealth คาดทั้งปี 69 ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ 5,000-6,000 ล้านบาท เติบโต 30-40% จากปีก่อน หลัง 8 เดือนแรกยอดขอสินเชื่อพุ่งแล้วกว่า 30% รับภาวะตลาดทุนฟื้นตั


นายอุดมการ อุดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSFC เปิดเผยว่า ในวาระครบรอบ 30 ปี บริษัทพร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ด้วยการยกระดับบทบาทจากสถาบันการเงินเฉพาะทางสู่การเป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ด้านสินเชื่อ (Strategic Financing Partner)” ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ยุคใหม่


โดยบริษัทมุ่งเน้น 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1. การขยายโซลูชันสินเชื่อและหลักประกันประเภทใหม่ เช่น ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DRs) พร้อมศึกษาการนำตราสารหนี้หรือหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาลมาใช้เป็นหลักประกัน


2.การรุกตลาด Private Wealth Financing โดยพัฒนาการให้สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกันร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์พันธมิตร เพื่อเพิ่มทางเลือกบริหารสภาพคล่องแก่กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่


และ 3. การยกระดับองค์กรด้วย Technology, Data & AI เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบวิเคราะห์ข้อมูลในการติดตามพอร์ตหลักประกันรายวัน ประเมินความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการตัดสินใจ


สำหรับภาพรวมธุรกิจและแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อในปี 2569 คาดว่าจะมีการเติบโตประมาณ 30-40% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยประเมินว่ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 - 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากชะลอตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตามสภาวะตลาดทุน


ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขอสินเชื่อขยายตัวแล้วกว่า 30% สอดคล้องกับสภาวะตลาดทุนที่ปรับดีขึ้นและมีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า โดยวัตถุประสงค์หลักของการขอสินเชื่อของบริษัทหลักทรัพย์ นำไปใช้ในการขยายกิจการ, การปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ให้แก่ลูกค้า และการบริหารสภาพคล่องของบริษัทหลักทรัพย์ เป็นต้น ขณะที่สถิติตลอดช่วง 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่เกือบ 10,000 ล้านบาทต่อปี


ขณะที่เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ บริษัทเน้นการนำปัจจัยความผันผวนของตลาดมาพิจารณาควบคู่กับการวิเคราะห์ทั้งปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิค เช่น ปริมาณการซื้อขาย สภาพคล่อง และความผันผวนของหุ้นแต่ละตัว พร้อมนำระบบ AI มาใช้ควบคุมความเสี่ยงอย่างรัดกุมเพื่อรับมือกับวิกฤตในอนาคต โดยมีข้อกำหนดเข้มงวดว่าหากหุ้นขึ้นเครื่องหมายห้ามซื้อขายหรือเตือน เช่น C หรือ SP จะไม่สามารถนำมาค้ำประกันเพื่อขอสินเชื่อได้


ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจหลักทรัพย์ในปัจจุบัน พบว่าผู้ประกอบการมีการปรับตัวอย่างรวดเร็วโดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจ Wealth Management และ Private Banking มากขึ้นเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้ภาพรวมกำไรของกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ในปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นประมาณ 70,000 ล้านบาทต่อวัน


ในส่วนของความเห็นต่อการควบรวมกิจการของบริษัทหลักทรัพย์ นายอุดมการ มองว่าเป็นทิศทางที่เป็นบวกต่ออุตสาหกรรม เนื่องจากช่วยสร้างความแข็งแกร่งด้านฐานเงินทุนและทรัพยากร เพิ่มศักยภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่ง TSFC พร้อมที่จะสนับสนุนการควบรวมเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบตลาดทุน


อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงยึดมั่นในวินัยการบริหารความเสี่ยงที่เข้มงวด โดยรักษาอัตราหนี้เสีย (NPL) ให้ต่ำกว่า 0.5% ต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี และพร้อมดำเนินภารกิจสนับสนุนสภาพคล่องสู่ระบบตลาดทุนไทย ซึ่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมามียอดสนับสนุนสินเชื่อและเงินทุนสะสมแก่ตลาดทุนไทยมากกว่า 100,000 ล้านบาท


พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืน โดยทำกำไรจากการดำเนินงานสะสมรวมกว่า 2,600 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลและให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นกว่า 1,400 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรที่ระดับ BBB (Investment Grade) มีแนวโน้ม Stable ช่วยเสริมความเชื่อมั่นแก่ผู้ให้เงินทุน คู่ค้า และผู้มีส่วนร่วมในตลาด