MAJOR-PLANB หุ้นเด่นกลุ่มสื่อฯ รอรับเม็ดเงินโฆษณาที่กำลังฟื้น!
หุ้นกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ (Media Sector) ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบด้านลบจากปัญหาการระบาดของ COVID-19 จำนวนมาก ทั้งในแง่ของการผลิตคอนเทนต์ที่ต้องหยุดชะงัก เม็ดเงินโฆษณาชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลทำให้ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มนี้ชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา
แต่ดูเหมือนว่าปัญหาดังกล่าวเริ่มจะคลี่คลายลงในทิศทางที่ดี เพราะสัญญาณการเปิดเศรษฐกิจ ที่อาจมีผลต่อเม็ดเงินโฆษณาโดยรวม มีโอกาสฟื้นตัวในทิศทางที่ดี สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ออกมาประเมินทิศทางหุ้น Media Sector ว่า ยังให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มสื่อฯ “มากกว่าตลาด”
โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากคาดผลประกอบการจะโตอย่างน่าประทับใจในปี 2564-65 โดยเลือก MAJOR และ PLANB เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม ทั้งนี้คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักของ MAJOR จะโตโดดเด่นในไตรมาส 4/64 หลังจากที่กลับมาเปิดบริการโรงภาพยนตร์ได้ทุกแห่งตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2564 ในขณะที่คาดว่ากำไรของ PLANB จะมีอัตราการเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในปี 2565 เนื่องจากคาดว่าจะสามารถประหยัดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เข้าไปซื้อป้ายโฆษณาส่วนใหญ่ของ MACO
ทั้งนี้หุ้นสื่อทุกตัวมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 4/64 โดยคาดยอดโฆษณาน่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก 1.ภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ หลังจากที่ปิดไปชั่วคราวในช่วงที่ COVID-19 ระบาด และ2.เข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ซึ่งน่าจะทำให้เจ้าของธุรกิจต่างๆซื้อโฆษณาเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นขอดขาย ดังนั้นจึงคาดว่าผลประกอบการของหุ้นกลุ่มสื่อทุกตัวที่ที่ฝ่ายวิจัยศึกษาอยู่จะดีขึ้นจากไตรมาส 3/64
สำหรับไตรมาส 3/64 คาดกำไรหลักของหุ้นสื่อส่วนใหญ่จะแย่ลงทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเมื่ออิงจากยอดโฆษณารวมในไตรมาส 3/64 เชื่อว่ากำไรหลักในไตรมาส 3/64 ของหุ้นสื่อทุกตัวที่ศึกษาอยู่ ได้แก่ MAJOR, VGI, PLANB และBEC จะแย่ลงจากไตรมาส 2/64 มีเพียง BEC เท่านั้น ที่กำไรหลักดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่มีการปรับโครงสร้างธุรกิจในไตรมาส 4/63 และเมื่อพิจารณาในแง่กำไรสุทธิในไตรมาส 3/64 คาดว่ากำไรของ MAJOR จะโตโดดเด่นเพราะมีกำไรพิเศษ 2.8 พันล้านบาท จากการขายเงินลงทุนใน SF ออกไป
ขณะที่เมื่อดูภาพรวมเม็ดเงินโฆษณารวมในไตรมาส 3/64 อยู่ที่ 2.0 หมื่นล้านบาท ลดลง 10%จากไตรมาสก่อน และลดลง 10%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สื่อโรงภาพยนตร์ถูกกระทบหนักที่สุด ลดลง 89%จากไตรมาสก่อน รองลงมาคือสื่อ OOH ลดลง14% ไตรมาสก่อน
หากเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนสื่อโรงภาพยนตร์ยังคงถูกกระทบหนักสุดเช่นกัน ลดลง 94% รองลงมาคือสื่อสิ่งพิมพ์ ลดลง 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรวมแล้วในงวด 9 เดือนปี 64 เม็ดเงินโฆษณาอยู่ที่ 7.86 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยมีเพียงสื่ออินเทอร์เน็ต และสื่อทีวีที่เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในงวด 9 เดือนปี 64 โดยเพิ่มขึ้น 15% และ 4% ตามลำดับ เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่สื่ออื่นๆ ลดลงทั้งหมด ถึงแม้ว่ายอดโฆษณารวมในงวด 9 เดือนปี64 จะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 71% ของประมาณการปีนี้ของฝ่ายวิจัยเท่านั้น แต่ยังมองว่าประมาณการปีนี้มี downside เพียง 2-3% เพราะเราคาดว่ายอดโฆษณาน่าจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 4/64 ดังนั้นจึงยังคงประมาณการยอดโฆษณาปีนี้เอาไว้ที่ 1.115 แสนล้านบาท เติบโต 5% จากปีก่อน และปี 2565 ที่ 1.211 แสนล้านบาท เติบโต 9% จากปี 64
จากมุมมองของนักวิเคราะห์ดังกล่าวที่ให้ MAJOR และ PLANB เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มสื่อฯนั้น ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ย้อนกลับไปสำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (1 ม.ค.-20 ต.ค.64) พบว่า ราคาหุ้น MAJOR เพิ่มขึ้น 19.7% ปิดที่ระดับ 21.90 บาท ส่วน PLANB ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น 4% ทำราคาปิดที่ 6.50 บาท
MAJOR ปีนี้ลุ้นปันผลพิเศษ
มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MAJOR ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว รอจัดหนังชุดใหญ่หลังคลายมาตรการ โดยแนวโน้มไตรมาส 3/64 คาดว่ายังถูกกระทบหนักจาก COVID-19 แม้ว่าอุตสาหกรรมภาพยนต์ในตลาดโลกเริ่มมีทิศทางดีขึ้น จากภาพยนต์ฟอร์มใหญ่ที่เริ่มกลับเข้ามาฉาย แต่น่าเสียดายที่บ้านเราได้รับผลกระทบจากการ ประกาศ Lockdown จึงคาดว่าภาพยนต์จะเลื่อนฉายออกไปยังไม่ทราบกำหนดการที่แน่ชัด ซึ่งทำให้มองว่าสถานการณ์ในไตรมาส 3/64 จะคล้ายกับไตรมาส 2/63 ที่มีปิดโรงภาพยนต์ทั้งหมด อย่างไรก็ตามผลกระทบจากการขายหุ้น SF จะทำให้บริษัทรับรู้เงินสดเข้ามา 7,765.90 ล้านบาท และบันทึกกำไรพิเศษหลังภาษีในไตรมาส 3/64 จำนวน 2,824 ล้านบาท
ส่วนไตรมาส 4/64 เริ่มเห็นแสงสว่าง หนังฟอร์มใหญ่รอฉายเพียบ โดยเริ่มในเดือน ต.ค. ได้แก่ Black widow, Shang shi, Jungle cruise, 007, Fast 9, A quiet place2, Conjuring, ร่างทรง (ทำรายได้อันดับ 1 ในเกาหลี), Dune, Suiside squad ,Don’t breath, Free guy, Candy man ซึ่งมองว่ากำไรปกติของ MAJOR จะพลิกฟื้นเป็นกำไรในไตรมาส 4/64
อย่างไรก็ตาม ด้วยผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกที่กระทบรุนแรงจาก COVID-19 ประมาณการปี 2564 บริษัทจะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติ 743 ล้านบาท แต่หากรวมกำไรจากการขายหุ้น SF หลังภาษีจำนวน 2,824 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 2,081 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนปีก่อนที่ 527 ล้านบาท
ขณะที่มองว่าปี 2565 ผลประกอบการจะฟื้นตัวเด่นจากฐานที่ต่ำ ซึ่งภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่รอเข้าฉายจำนวนมาก คาดผู้ชมจะกลับมาอยู่ระดับ 70-80% ของระดับปกติก่อนวิกฤต COVID-19 โดยคาดรายได้ที่ 7,736 ล้าน บาท เติบโต 225%จากปี 64 ส่วนประเด็นผลกระทบจากส่วนแบ่งกำไร SF ที่ลดลง จะถูกชดเชยกับผลของดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง จากการนำเงินจากการขายหุ้นบางส่วนไปชำระหนี้ และบริษัทชี้แจงว่าผลตอบแทนที่ได้จากการนำเงินไปลงทุนจะครอบคลุมส่วนแบ่งกำไรที่ลดลง จึงประมาณการผลประกอบการพลิกมามีกำไร 932 ล้านบาท
ดังนั้นมองว่าผลประกอบการได้ผ่านช่วงแย่สุดไปแล้ว แม้ผลประกอบการในปี 2564 ถูกกระทบจาก COVID-19 ซึ่งอุตสาหกรรมโรงภาพยนตร์ถือว่าได้รับผลกระทบโดยหนักสุดจากการ Lockdown อย่างไรก็ตามผลจาก การขายหุ้น SF ทำให้บริษัทได้รับกระแสเงินสดเข้ามา และคาดว่าบริษัทมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษ อิงสมมติฐานที่ 60% หรือราว 1.40 บาทต่อหุ้น คิดเป็น dividend yield ราว 6.5% ขณะที่คาดหวังผลประกอบการจะกลับมาเติบโตโดดเด่นในปี 2565 ซึ่งคาดว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะดีขึ้น คงมูลค่าพื้นฐานปี 2565 ที่ 23.60 บาท แนะนำ “ซื้อ”
PLANB กำไรปี 65 ฟื้นเด่น
มุมมองนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนะนำถือ ราคาเป้าหมายของเราที่ 7.20 บาท โดยราคาหุ้น PLANB วิ่งขึ้นมาแรงตั้งแต่ที่บริษัทประกาศเพิ่มทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์จาก MACO และมีแนวโน้มจะประกาศแผนเข้าซื้อกิจการอื่นอีกในไตรมาส 1/65 ทั้งนี้ เนื่องจากเรายังเป็นปัจจัยที่จะทำให้เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นอีกในระยะสั้น และเหลือ upside ถึงราคาเป้าหมายของเราที่ 7.20 บาทอีกไม่มากแล้ว
โดยคาดว่า PLANB จะขาดทุนอีก 71 ล้านบาทในไตรมาส 3/64 จากที่ขาดทุนจากธุรกิจหลัก 42 ล้านบาทในไตรมาส 2/64 และจากกำไร 1 ล้านบาทในไตรมาส 3/63 ถ้าหากผลประกอบการเป็นไปตามที่เราคาดไว้ บริษัทจะมีผลขาดทุน 76 ล้านบาทในงวด 9 เดือนปีนี้ จากประมาณการกำไรปีนี้ของเราที่ 66 ล้านบาท
ทั้งนี้ ถึงแม้เราจะเชื่อว่ผลประกอบการใน ในไตรมาส 3/64 1 จะเป็นจุดต่ำสุดในรอบปีนี้ และบริษัทจะสามารถพลิกเป็นกำไรได้อีกครั้งในไตรมาส 4/64 แต่กำไรในไตรมาสสุดท้ายของปีอาจจะไม่ได้สูงอย่างที่เราคาดไว้ตอนแรก ดังนั้น เราจึงมองว่าประมารการปีนี้ของเรายังมี downside อีก โดยคาดปี 65 จะมีกำไรสุทธิ 766 ล้านบาท เติบโต 1,060% จากปี 64 ที่คาดมีกำไรสุทธิ 66 ล้านบาท ลดลง 52% จากปี 63
จับตาหุ้นสื่อตัวล่าสุด ONEE กำลังจะเข้าเทรดต้นเดือนพ.ย.นี้
บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE ผู้นำธุรกิจสื่อและความบันเทิงแบบครบวงจร ได้เคาะช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 7.50 – 8.50 บาทต่อหุ้น และพร้อมเปิดให้นักลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 20-21 และ 25-26 ต.ค. นี้ คาดเข้าเทรดต้นเดือนพ.ย.นี้ ใน กลุ่มอุตสาหกรรม / หมวดธุรกิจ : บริการ / สื่อและสิ่งพิมพ์
โดย ONEE มีโมเดลธุรกิจที่ครอบคลุมธุรกิจสื่อและความบันเทิงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากรากฐานการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพที่มีความหลากหลายทั้ง ละคร ซิทคอม ซีรีย์ รายการวาไรตี้ และข่าว ครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ชมเป้าหมายไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Premium Mass, กลุ่ม Family, กลุ่ม New Generation และกลุ่ม Edgy เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และเป็นที่นิยม รวมถึงการเป็นเจ้าของและบริหารช่องทางการเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมทุกเพศ ทุกวัย และต่อยอดสู่การผลิตคอนเทนต์ให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ
อ่านบทความของ ONE ได้เลย https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/stock-of-the-day/5069

