สรุป! งบไตรมาส 3/64 หุ้นแบงก์ ใครตั้งสำรอง-กำไรฟื้นกว่ากัน!!

ประกาศออกมาครบแล้วสำหรับกำไรของหุ้นกลุ่มธนาคคาร โดยไตรมาส 3/64 หุ้นธนาคารทั้ง 10 ตัว มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 42,644 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 29,692 ล้านบาท แต่ลดลง 16.82% จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไรสุทธิ 51,265 ล้านบาท ส่วนธนาคารที่มีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ SCB รองลงมาเป็น KBANK และ BBL


โดย SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ที่ 8,818 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 90.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความสามารถในการทำกำไรจากของธุรกิจที่ดีขึ้นและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง ขณะเดียวกันธนาคารตั้งเงินสำรอง 10,035 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 3/64 และเป็นจำนวน 30,071 ล้านบาท สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2564


ส่วน KBANK หรือ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ที่ 8,631 ล้านบาท ลดลง 2.96% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 29.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิ 6,909 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 72.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ขณะที่ CIMBT หรือ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นธนาคารที่มีกำไรปรับตัวขึ้นโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ที่ 753 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.84% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 818.29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน





จับตากำไรโค้งสุดท้าย

สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ธนาคารพาณิชย์จะสามารถปรับตัวเพื่อประคองทิศทางกำไรสุทธิในไตรมาส 4/64 ให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนได้ อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยอาจเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นในไตรมาสที่ 4/64 แต่คงต้องยอมรับว่า ระดับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและธุรกิจในแต่ละภาคส่วนจะยังมีความแตกต่างกัน ซึ่งทำให้ภารกิจสำคัญของธนาคารพาณิชย์ในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า จะอยู่ที่การเตรียมสภาพคล่องเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจในการพลิกฟื้นกิจการในจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ในกลุ่มที่ยังฟื้นตัวได้ช้า เพื่อเป็นอีกแนวทางในการดูแลปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ที่จะยังคงเป็นโจทย์ต่อเนื่องไปในปีข้างหน้า และสำหรับในปีหน้า นั้น ความท้าทายที่รออยู่จะเป็นเรื่องสถานการณ์การแข่งขันของตลาดผลิตภัณฑ์บริการทางการเงินที่จะทวีความเข้มข้นมากขึ้นท่ามกลางผู้เล่นที่หลากหลาย  ​


ด้านนักวิเคราะห์จากบล.ไทยพาณิชย์ ประมาณการกำไรปี 2565 ของหุ้นกลุ่มธนาคารจะมี upside จากแรงกดดันด้าน credit cost ที่ลดลง โดยคาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวต่อเนื่องอีก 15% ในปี 2565 (เทียบกับ 21% ในปี 2564) จาก credit cost ที่ลดลง สินเชื่อที่เติบโต 5% NIM ที่หดตัวลงเพียงเล็กน้อย (จากการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาว) non-NII เดิบโตเล็กน้อย และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลง การผ่อนผันการจัดชั้นหนี้และการกันเงินสำรองสำหรับลูกหนี้สินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้แบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวจะช่วยลดแรงกดดันต่อภาระการตั้งสำรอง (credit cost) ของธนาคาร และสร้างความมั่นใจว่า credit cost จะลดลงในปี 2565 ตามที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ยังคงประมาณการ credit cost ไว้ตามหลักอนุรักษ์นิยม โดยปล่อยให้ผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้เป็น upside ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า credit cost โดยเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารจะลดลง 27 bps สู่ระดับ 1.61% ในปี 2564 และลดลง 20 bps สู่ระดับ 1.41% ในปี 2565

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้

Most Viewed
Stock of the Day
หุ้นแบงก์พุ่งยกแผง รับปัจจัยหนุนรอบด้าน รัฐเร่งลงทุน-ลุ้น Q2 กำไรดีกว่าคาด บอนด์ยีลด์ทรงตัวสูง-ปันผลเด่น
Updated 1 day ago
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
Updated 15 hours ago
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
Updated 8 hours ago
Wealth EZ
Credit Spread คืออะไร สำคัญยังไง? ส่องส่วนต่างความเสี่ยง ก่อนช้อปหุ้นกู้
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF ตอกย้ำความเชื่อมั่นระดับสากล ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ร่วมในต่างประเทศ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Updated 1 day ago
Follow Us