AI Boom รอบนี้ไม่เหมือนฟองสบู่ Dot-Com เพราะถ้าสะดุดขึ้นมา มีสิทธิ์เจ็บหนักกว่า

ปลายทศวรรษ 1990 ผู้คนเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลก (ซึ่งก็เปลี่ยนจริง ๆ) จนคนมากมายแห่ลงทุนในหุ้นบริษัทเทค 


ความตื่นเต้น ค่อย ๆ กลายเป็นความหน้ามืด เพราะหลายคนทุ่มเงินซื้อหุ้นบริษัทที่ดูดี แต่ทำเงินไม่ได้ จนสุดท้ายฟองสบู่ก็แตก กลายเป็นวิกฤตดอทคอม (Dot-com Crisis) ที่เราอาจเคยได้ยินกัน


ในปี 2026 นี้ นักลงทุนบางส่วน เริ่มเกิดคำถามว่า กระแสลงทุนใน AI ครั้งนี้ เทียบได้กับฟองสบู่ดอทคอมหรือเปล่า


ซึ่งบอกเลยว่า ครั้งนี้มีความแตกต่างออกไป แต่ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะรุนแรงกว่า หากธุรกิจเกิดการสะดุด


กระแสลงทุนใน
AI ยุคนี้ ไม่เหมือนยุคดอทคอม แต่ไม่ได้แปลว่าเสี่ยงน้อยกว่า

จริง ๆ แล้วความร้อนแรงของ AI ครั้งนี้ มีจุดที่ไม่เหมือนฟองสบู่ Dot-Com ตั้งแต่เริ่มแล้ว


เพราะ บริษัทเทคมากมายที่ล้มหายไปในยุคดอทคอม ส่วนใหญ่เป็นบริษัทใหม่ ๆ ที่ทำเงินไม่ได้ และบางแห่งมีแค่ชื่อกับเว็บไซต์ ไม่ได้ทำธุรกิจจริง ๆ เลยด้วยซ้ำ


แต่ในยุค AI นี้ บริษัทที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ มีชื่อเสียงยาวนาน และที่สำคัญ ยังทำรายได้ และกำไรได้จริงด้วย


ฟังแล้ว อาจจะเริ่มสบายใจ แต่อย่าเพิ่งรีบ


เพราะยังมีอีกปัญหาที่เป็นความเสี่ยงใหญ่ของบริษัทเทคยุคนี้ นั่นก็คือ “การทุ่มลงทุนมหาศาล” โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะคืนทุนได้จริงไหม

ถ้าคิดว่า เรื่องลงทุน-คืนทุน เป็นเรื่องทั่วไปสำหรับการทำธุรกิจแล้วล่ะก็ ลองดูตัวเลขก่อนค่อยคิดใหม่ค่ะ 


ดูแค่ Amazon บริษัทเดียวก็น่าจะเห็นภาพ เพราะบริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนสูงถึง 220,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 


ส่วนหนึ่งก็เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือ สิ่งจำเป็นที่ทำให้ AI ทำงานได้ เช่น ศูนย์ข้อมูลที่เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง ชิปประมวลผล ระบบไฟฟ้า และระบบระบายความร้อน


ถ้ายังไม่เห็นภาพว่าใหญ่แค่ไหน เงินลงทุนก้อนนี้คิดเป็นเกือบ 40% ของรายได้รวมของประเทศไทย หรือ GDP ไทย ปี 2025 (และอย่าลืมว่า นี่คือตัวเลขการลงทุนของแค่บริษัทเดียวเท่านั้น)


สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ยิ่งตัวเลขลงทุนใหญ่ ก็ยิ่งยากที่จะทำให้คุ้มทุน

สถาบันวิจัย Brookings Institution ได้ลองคำนวณคร่าว ๆ และประเมินว่า ธุรกิจบริการ AI ในสหรัฐฯ อาจต้องสร้างรายได้ให้ได้ถึง 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2032 เพื่อให้คุ้มกับเงินที่ลงทุนไป 


ซึ่งตัวเลขนี้ใหญ่กว่า GDP ไทยปี 2025 ถึง 6.4 เท่า


เพราะงั้น ความเสี่ยงของบริษัท AI ในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างรายได้ แต่คือความสามารถในการสร้างรายได้ที่มหาศาลพอจะคุ้มกับเงินลงทุนมหึมา จนเหลือเป็นกำไรได้จริง


นอกจากนี้ อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้กระแสลงทุนใน
AI ครั้งนี้น่ากลัวกว่าฟองสบู่ดอทคอม ก็คือ “หนี้“ 

เพราะในยุคดอทคอม บริษัทอินเทอร์เน็ตหน้าใหม่หลายแห่งใช้เงินจากผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเงินร่วมลงทุน (Venture Capitalist หรือ VC) เป็นหลัก แทนการกู้เงินก้อนใหญ่จากเจ้าหนี้ 


เมื่อบริษัทเหล่านี้ไปไม่รอด ความเสียหายจึงมักตกกับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่ใส่เงินเข้าไปโดยตรงเป็นส่วนใหญ่


แต่ในปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ไม่ได้ใช้แค่เงินสดของตัวเอง แต่ระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ (Corporate Bonds) จำนวนมากด้วย


แค่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 Amazon, Alphabet, Meta และ Oracle ก็ออกหุ้นกู้รวมกันประมาณ 195,000 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว  (คิดเป็นราว 34% ของ GDP ไทย)


แม้นี่ไม่ได้แปลว่าบริษัทเหล่านี้กำลังมีปัญหาทางการเงิน แต่มันแสดงให้เห็นว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มเกี่ยวข้องกับผู้ให้กู้และตลาดหุ้นกู้มากขึ้น 


ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหนี้ไม่เหมือนหุ้น ลูกหนี้ต้องจ่ายหนี้คืนไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม


แปลว่า ถ้าธุรกิจ AI ไม่ได้โตตามคาด บริษัทเทคเหล่านี้ก็อาจต้องเจอแรงกดดันทั้งจากกำไรที่ลดลง และภาระหนี้ที่ยังต้องจ่าย


ความเสี่ยงอีกชั้นหนึ่งคือ บริษัทที่ขายชิ้นส่วนให้กับธุรกิจ
AI บางแห่ง ไม่ได้เป็นแค่ผู้ขาย แต่ยังเป็นเจ้าหนี้ของลูกค้าตัวเองด้วย

ยกตัวอย่างเช่น Broadcom ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ที่ตกลงให้เงินกู้แก่ลูกค้า อย่าง Anthropic สูงสุด 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI


นี่คงคล้าย ๆ กับตัวแทนขายรถยนต์ ที่ขายรถให้เรา แล้วยังเป็นคนให้เรายืมเงินเพื่อซื้อรถด้วย


ซึ่งถ้าธุรกิจ AI ไปได้ดี บริษัทชิ้นส่วน (เจ้าหนี้) ก็คงได้ทั้งเงินจากการขายชิ้นส่วนและได้เงินกู้คืน 


แต่กลับกัน ถ้าธุรกิจ AI มีปัญหา บริษัทเหล่านี้ก็อาจเสียทั้งรายได้ ทั้งเงินกู้ และลูกค้าในอนาคตไปด้วย


จะเห็นได้ว่ากิจกรรมต่าง ๆ เช่น การขายชิ้นส่วน AI, การให้บริการ AI, การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือการกู้ยืมเงิน กำลังเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ


ซึ่งแปลว่าถ้ามีอะไรที่ทำให้หนึ่งในกิจกรรมเหล่านี้สะดุด ก็อาจกระทบส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นวงกว้างได้


กระแส
AI ในตอนนี้เป็นเหมือนเหรียญสองด้าน 

ในด้านหนึ่ง ถ้ารายได้จาก AI เติบโตเร็วพอ การลงทุน AI ในครั้งนี้ อาจกลายเป็นหนึ่งในการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์


แต่กลับกัน ถ้ารายได้จาก AI โตช้ากว่าที่คาดไว้ ปัญหาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยี แต่อาจลามไปถึงผู้ให้กู้ เช่น ธนาคารหรือกองทุนสินเชื่อเอกชน รวมถึงบริษัทสาธารณูปโภคและธุรกิจที่ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI


เรื่องนี้ไม่ได้มาเล่าเพื่อบอกว่ากระแสลงทุนใน
AI ไม่ดี แต่อยากให้พวกเราทุกคนเข้าใจว่ากระแสการลงทุน AI ในตอนนี้ก็มีความเสี่ยงของตัวมันเอง

ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาต่อไปก็คือ ข่าวสาร และงบการเงินของบริษัท AI ต่างๆ ว่ารายได้ยังโตไหม หรือมีสัญญาณอะไรแปลกๆ หรือเปล่า


นี่ก็เพื่อให้เราตัดสินใจลงทุนเกี่ยวกับ AI อย่างมีสติ


ที่มา: Brookings Institution, Reuters, Benzinga, TradingView, NDTV Profit